เทพอพอลโล Apollo

posted on 27 Aug 2008 21:06 by nuttynarak

เทพอพอลโล Apollo

อพลโล (Apollo) เทพคู่แฝดผู้น้องของเทวีอาร์เตมิส คือเทพครองดวงอาทิตย์ ซึ่งภายหลังชาวกรีกและโรมันถือว่า เป็นดวงอาทิตย์ทีเดียว เหมือนอย่างที่ถืออาร์เตมิสเป็นดวงจันทร์ฉันนั้น

ในชั้นดั้งเดิมสุริยเทพของกรีกคือ ฮีลิออส (Helios) ซึ่งเป็นบุตรของ โอเพอร์เรียน (Hyperion) ในคณะเทพไทแทน แต่เมื่อคณะเทพไทแทนสิ้นอำนาจ ชาวกรีกจึงนับถือเทพ อพอลโลแทนสืบต่อมา เมื่อนาง แลโตนา มารดาของอพอลโล ถูกกระทำด้วยความหึงของเจ้า แม่ฮีรา เพราะเหตุเป็นที่ปฏิพัทธ์เสน่หาของ ซูส ต้องอุ้มครรภ์ หนีงู ไพธอน (Python) ของเจ้าแม่ ซอกซอนไปไม่มีที่จะให้ประสูติบุตรในครรภ์ได้จน ถึงเกาะ ดีลอส (Delos) เทพโปเซดอน มี ความสงสารบันดาลให้เกาะน้อยผุดขึ้นในทะเล นางจึงให้ประสูติอพอลโลกับอาร์เตมิส บนเกาะ นั้น ในทันทีที่ประสูติจากครรภ์มารดา อพอลโลก็จับงูไพธอนฆ่าเสีย ด้วยเหตุนี้ บางทีอพอลโลก็เป็นที่เรียก ขานว่า ไพธูส (Pytheus) แปลว่า " ผู้ประหารไพธอน " นอกจากนี้อพอลโลยังมีชื่ออื่น ๆ อีกหลายชื่อ มีชื่อตาม สถานที่เกิดว่า ดีเลียน (Felian) ฟีบัส (Phoebus) แปลว่า " โอภาส " หรือ " ส่องแสง " เป็นอาทิ ชื่อหลังนี้มัก ใช้บวกกับชื่อประจำว่า ฟีบัส อพอลโล เนือง ๆ

เมื่อให้ประสูติบุตรแล้ว นางแลโตนาก็ยังไม่พ้นการรังควานของเจ้าแม่ฮีรา ต้องดั้นด้นเซซังต่อไปจนถึงแคว้น เคเรีย (Caria) ซึ่งอยู่ ในเอเซียไมเนอร์ปัจจุบันนี้ นางจำเป็นต้องหยุดพัก ณ ริมหนองน้ำแห่งหนึ่งด้วยโรยกำลัง และขอดื่มน้ำจาก พวกชาวบ้าน ที่ออกมาถอนหญ้าคาอยู่ในบริเวณนั้น พวกชาวบ้านแทนที่จะสมเพชสงสารกลับ ไล่ตะเพิดและด่าทอนางด้วยคำ หยาบช้า ทำให้ซูสเทพบดีกริ้วจัดนัก ถึงแก่ สาปชาวบ้านเหล่านั้นให้กลายเป็นกบไปทั้งหมด ตำนานเรื่องนี้เห็นจะแสดงว่าใน ละแวกนั้นมีกบชุม และกบปัจจุบันอาจสืบเชื้อสายจากชาวบ้านที่ถูกสาปเหล่านั้นก็เป็นได้
อพอลโลเป็นเทพที่ชาวกรีกถือว่ามีรูปงามยิ่ง และเป็นนักดนตรีผู้ขับกล่อมเทพทั้งปวงบนเขาโอลิมปัส ด้วยพิณถือของเธอ นอกจากนี้เธอยังมีคันธนูซึ่งยิงได้ไกล จึงได้สมญานามว่า เทพขมังธนู ใช่แต่เท่านั้นเมื่อไร เธอยังเป็นเทพผู้ถ่ายวิชาโรคศิลป์ ให้แก่มนุษย์เป็นปฐม เป็นเทพแห่งแสงสว่างผู้ขจัดความมืดและเป็นเทพแห่ง สัจธรรมผู้ไม่เคยเอ่ยวาจาเท็จอีกด้วย
วิหารของเทพอพอลโลนั้น มีอยู่ดาษดื่นทั่วไปในประเทศแต่ที่สำคัญที่สุดได้แก่วิหาร ณ เมืองเดลฟี ใกล้ทิวเขาพาร์นาซัส รูปอนุสาวรีย์ โคลอสซัส (Colosus) ที่เขาสร้างอุทิศแด่เธอ ณ เกาะ โรดส ์ (Rhodes) นั้นเป็นสิ่งหนึ่งในสิ่งอัศจรรย์ทั้ง 7 ของโลกสมัยโบราณทีเดียว

เทพอพอลโลได้สำแดงวีรกรรมสังหารผลาญชีวิตคนพาลมากมาย นอกจากเคยฆ่างูยักษ์ไพธอนจนมีชื่อเสียงมหาศาลแล้ว ยังสามารถสังหารยักษ์ อโลอาดี (Aloadae) และ อีฟิอัลทิส (Ephialtes) ซึ่งเป็นเชื้อสายของ วงศ์ไทแทนคิดล้มซูสเทพบดีเพื่อฟื้นวงศ์ไทแทนคืนมา เป็นต้น แต่มีครั้งหนึ่งที่อพอลโลยังไม่อาจเอาชนะมนุษย์ คนหนึ่งได้จนร้อนถึงไท้เทพซูสต้องออกมาประนีประนอม บุรุษเดินดินคนนั้นนามว่า เฮอร์คิวลิส หรือ เฮลาคลิสนั่นเอง เหตุเกิดเพราะเฮอร์คิวลิสไปขอคำพยากรณ์ที่วิหารเดลฟีแล้ว ได้รับคำทำนายไม่ถูกใจ จึงล้มโต๊ะ พิธีใน วิหารแล้วฉวยเอากระถางธูปไป เทพอพอลโลรีบรุดตามไปท้าเล่นมวยปล้ำเพื่อชิงเอากระถางคืน ปล้ำกันอยู่ นานไม่อาจรู้แพ้ชนะ ชะรอยซูสเห็น ท่าว่าขืนปล่อยไว้นานอพอลโลอาจจะเสียเปรียบพ่ายแพ้แก่มนุษย์เข้าได้ และ อาจเสียหน้าวงศ์เทพแน่ จึงเสด็จลงไปห้ามปรามให้เลิกราต่อกัน ขอให้เฮอร์คิวลิสคืนกระถางธูปแก่อพอลโล แล้วให้ เลิกราเรื่องบาดหมางต่อกัน เรื่องราวก็เลยจบลงด้วยดี
เทพอพอลโลมีอุปนิสัยไม่ยอมแพ้ใครอยู่ไม่น้อย เห็นได้จากที่ไปแข่งเป่าขลุ่ยกับมาไซยาส์ซึ่งเป็นเทพชั้นรอง แล้วตั้งกรรมการตัดสินว่าผู้ใดเป่าเก่งกว่ากัน พระเจ้า ไมดาส (Midas องค์ที่จับอะไรก็กลายเป็นทอง ) เกิดตัดสินเข้าข้างมาไซยาส์ เพียงเท่านี้ อพอลโลก็ไม่ฟังอะไรอีก จึงสาปให้ไมดาสมีหูเป็นลาไปทันที
ตามเรื่องต่าง ๆ ที่เธอมีบทบาทอยู่ อพอลโลดูจะเป็นเทพใจสูงกว่าองค์อื่น ๆ แต่ถึงกระนั้นก็มีอยู่ 2-3 เรื่อง ที่แสดงให้เห็นความโหดเหี้ยมดุร้ายของเธอดังเราจะเห็น จากเรื่องต่อไปนี้

การลงโทษนางไนโอบี

เทพอพอลโลกับเทวีอาร์เตมิสเป็นที่สวาสดิ์ภาคภูมิใจของมารดายิ่งนัก นางถึงแก่โอ้อวดคุยฟุ้งเฟื่องไปไกลว่าจะหาบุตรใครเสมอบุตรของนางเห็นจะไม่มีอีกแล้ว ไม่ว่าจะเปรียบกันในเชิงสิริรูป สติปัญญา หรือพลังอำนาจ ก็ต้องแพ้บุตรของนางหลุดลุ่ย ความนี้เลื่องลือไปถึงนาง ไนโอบี (Niobe) ซึ่งเป็นธิดาของท้าว แทนทะลัส (Tantalus) และมเหสีเจ้ากรุง ธีบส์ ( Thebes ) นางไนโอบีกลับหัวเราะเยาะและค่อนว่า นางแลโตยามีลูกจะอวดกับเขาแต่เพียง 2 เท่านี้หรือ ส่วนนางเองสิมีถึง 14 เป็นชาย 7 ล้วนแต่มีรูปกำยำงามสง่า และเป็นหญิงล้วนแต่ทรงโฉมวิลาสวิไลถึง 7

นางไนโอบีลั่นวาจาก้าวร้าวสบประมาทนางแลโตนาอีกเป็นอันมาก ซ้ำยังกำเริบเสิบสานถึงแก่ห้ามชาวเมือง ของนางกระทำบูชาเทพอพอลโลและเทวีอาร์เตมิส แถมบังอาจสั่งให้ทำลายรูปเคารพเทพและเทวีคู่นี้จากแท่นที่บูชา ในอาณาจักรของนางอีกด้วย นางแลโตนาโกรธแค้นหนักหนาในการที่ถูกหยามหยาบถึงเพียงนี้ จึงเรียกบุตรและ ธิดาเคียงข้าง และสั่งให้ออกตามฆ่าบุตรและธิดาของนางไนโอบีเสียให้สิ้น
เทพบุตรเทพธิดาคู่แฝดอยู่ในอารมณ์ขึ้งเคียดเต็มที่ จึงขมีขมันออกไปตามคำสั่งทันที อพอลโลพบมานพทั้ง 7 ออกล่าสัตว์ จึงประหารเสียด้วยลูกธนูตายหมดทั้ง 7 คน เมื่อข่าวการตายของบุตรรู้ไปถึงนางไนโอบี นางก็โศกเศร้า โทมนัสนัก ฝ่ายเจ้ากรุงธีบส์สวามีก็ทำลายตัวเองสิ้นไปด้วยอีกคนหนึ่ง ยังเหลือธิดาทั้ง 7 ยังไม่ทันที่มารดาจะวายโศก ก็ถูกเทวีอาร์เตมิสจองประหารอีก
มิใยสาวผู้ถึงฆาตทั้ง 7 จะพยายามหนีให้พ้นลูกธนูของเจ้าแม่แห่งนายพรานอย่างไร ๆ ก็ไม่สำเร็จ แม้นาง ไนโอบีจะพยายามปกป้องลูก และอ้อนวอนขอความอารักขาคุ้มครองจากทวยเทพบนเขาโอลิมปัสสักเท่าใดก็ไม่เป็น ผล ธิดาของนางต้องศรล้มกลิ้งตายกันระเนระนาด ที่สุดจนนางที่ซุกอยู่ระหว่างอุระของมารดา เทวีอาร์เตมิสผู้อาฆาตก็ไม่ละเว้น ลูกธนูของเจ้าแม่แล่นเข้าเป้าเสียบนางนั้น ให้วายชีวิตไปแทบอุระของมารดาจนได้

 

นางไนโอบีสูญสิ้นทั้งสามีและบุตรธิดาที่มาดหมายเหลือแต่นางเดียวดายถึงไม่ตายก็เหมือนตาย ความเศร้ารันทดหนุนเนื่องประดังขึ้นมาแน่นอุระ นางก็แข็งชาไปทั้ง ร่างกาย มิอาจจะขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวได้ อนิจจา ! ร่างของนางกลายเป็นหินตื้อตันไปหมด คงอยู่แต่หยาดน้ำตารินไม่สิ้นสุด แต่วันนั้นมาจนวันนี้ น้ำตานางจะหยุดไหลก็หาไม่ ส่วนรูปหินของนางไนโอบีก็ยังปรากฏอยู่บนเขา ไซปิลัส (Sipylus) จนตราบเท่าทุกวันนี้
นักเทพปกรณัมวิทยาเขาว่ากันว่า เรื่องนี้ก็คือ ตำนานเปรียบเทียบถึงอำนาจของแสงอาทิตย์เมื่อสิ้นฤดูหนาว ซึ่งนางไนโอบีนั้นหมายถึงฤดูหนาว บุตรทั้ง 7 คือระยะ กาลแห่งความหนาว และลูกธนูของอพอลโลก็คือแสงอาทิตย์

อพอลโลถูกเนรเทศ

เมื่อยังเยาว์อพอลโลเที่ยวไปตามแว่นแคว้นต่าง ๆ ทางทิศเหนือของประเทศกรีซ มีดินแดนของชนชาติไฮเพอร์โบเรียนและแคว้นเธสสะลีเป็นต้น เธอเที่ยวผูก สมัครรักใคร่หญิงทั่วไปตามวิสัยหนุ่มรุ่น ในแคว้นเธสสะลีมีสาวเจ้าคนหนึ่งงามนัก ชื่อว่า โครอนนิส (Coronis) เป็นธิดาเจ้าแห่งแคว้นนั้น อพอลโลผูกสมัครรักใคร่ได้ เสียกับนางจนเกิดบุตรด้วยกันคนหนึ่ง แต่นางกลับปรากฏว่าเป็นหญิงหลายใจ
ในระหว่างที่นางมีครรภ์ อพอลโลให้นกดุเหว่าขนขาวปลอดตัวหนึ่งเฝ้านางไว้ เมื่อนางคบชู้ นกก็ไปบอกข่าวแก่เทพผู้เป็นนาย อพอลโลบันดาลโทสะ พลอยสาปนกซึ่ง บอกข่าวอัปมงคลให้กลับมีขนสีดำไป ดังนั้นนกดุเหว่าจึงมีขนสีดำตั้งแต่นั้นมา ส่วนนางโครอนนิสถูกฆ่า ว่ากันว่าด้วยน้ำมือของเทพอพอลโลเองบ้าง ด้วยคมศรของเจ้าแม่ อาร์เตมิสบ้าง แต่บุตรในครรภ์ซึ่งจวนจะครบกำหนดคลอดนั้นรอดตาย ด้วยอพอลโล ( บ้างก็ว่าเฮอร์มีส ) เอาออกจากครรภ์ ตอนเผาศพนางโครอนนิส แล้วมอบให้แก่ ไครอน (Chiron) ผู้มีชาติเป็นอมนุษย์ เซนทอร์ (Centaur) เป็นผู้เลี้ยงดู ประสิทธิ์ประสาทวิชาให้
ไครอนนี้เป็นอาจารย์ผู้ปราดเปรื่อง เชี่ยวชาญในวิชาการต่าง ๆ มีวิชาดนตรี เภสัชกรรมวิทยา และวิชาธนูศิลป์ เป็นต้น เป็นที่นับถือของชาวกรีกโบราณว่า เป็นผู้สอนมนุษย์ให้รู้จักใช้พืชสมุนไพรทำยา และเป็นอาจารย์ของวีรบุรุษคนสำคัญ ๆ ในเทพปกรณัมมากมาย เช่น อคิลีส , เฮอร์คิวลีส , เยสัน , พีลูส , อีเนียส และคนอื่น ๆ อีก ในตอนปลายอายุถูกเฮอร์คิวลีสยิงด้วยธนูอาบยาพิษ โดยความสำคัญผิดของเฮอร์คิวลีสในระหว่างที่ตามล้างเซนทอร์พวกหนึ่ง แม้เฮอร์คิวลิสจะช่วยแก้ไขให้รอดตาย และ ไครอนแม้จะเป็นหมออยู่กับตัว แต่ก็ไม่สามารถถอนพิษยาได้ พิษยาบันดาลให้ไครอนเจ็บปวดรวดร้าวนักหนา ซูสเทพบดีจึงโปรดให้กลายเป็นดาวอยู่ในกลุ่มดาวชื่อ แซชจิเตริอัส (Sagitarius)

 

บุตรของเทพอพอลโล ที่อาจารย์ไครอนรับฝากไว้นั้นได้ขนานชื่อว่า เอสคิวเลปิอัส (Aesculapius) เป็นเด็กฉลาดเฉลียวมีความเข้าใจแตกฉานและเป็น ที่รักของอาจารย์อย่างยิ่งวิชาที่เขาใส่ใจศึกษาที่สุดได้แก่ โรคศิลป์ เพราะฉะนั้นเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ขี้น เขาจึงกลายเป็นหมอบำบัดโรคผู้มีความสามารถยิ่ง

ความสามารถของเอสคิวเลปิอัสในการบำบัดโรคนั้นยิ่งกว่าของอาจารย์มาก ด้วยที่สามารถบำบัดโรคและความป่วย ไข้ได้ทุกชีวิต ซึ่งไครอนเองทำไม่ได้ ในไม่ช้าชื่อ เสียงของเอสคิวเลปิอัสก็เลื่องลือไปไกล ไม่ว่าใครจะเจ็บไข้ได้ป่วย หนักหนาสาหัส หรือเล็กน้อย ถ้าได้รับการบำบัดจากเขาแล้วก็ทุเลาลงอย่างรวดเร็ว จนกล่าวได้ว่าหายวันหายคืนเลย ทีเดียว ผู้คนพากันไปขอรับการบำบัดโรค ณ สำนักของเขา ทั้งจากใกล้และไกลทุกทิศทาง นับว่าการบำเพ็ญประโยชน์ของ เอสคิวเลปิอัสแผ่ไพศาลยิ่ง ทั้งโดยเนื้อ นาบุญและโดยระยะทาง
ความสามารถของเอสคิวเลปิอัสเป็นที่เลื่องลือไปจนว่ากันว่า ครั้งหนึ่งเขาสามารถแก้คนตายให้ฟื้นได้ อัน เป็นเหตุ ให้เทพปริณายกซูส กับเทพฮาเดส เจ้าแห่งแดนคนตายเดือดร้อน ทั้งริษยาและหวั่นเกรงในอำนาจ บารมีของ เอสคิวเลปิอัส หากปล่อยไว้นานไปเบื้องหน้าจะทำให้มนุษย์กำเริบอีก เห็นว่าจะละไว้มิได้ ซูสจึงประหาร เอสคิวเลปิอัส ด้วยอสนีบาต
เทพอพอลโลบันดาลโทสะกล้าในการตายของบุตร แต่ไม่รู้จะโกรธเอากับเทพบิดาอย่างไร จึงหันไปไล่ เบี้ยเอากับช่างประกอบอสนีบาตถวายซูส คือ เทพฮีฟีสทัส กับยักษ์ไซคลอปส์ เธอน้าวคันธนูเงินมุ่งจะยิงธนู สังหารยักษ์ไซคลอปส์เสียให้สมแค้น แต่ซูสไม่ยอมให้อพอลโลทำเช่นนั้นได้ และเพื่อจะลงโทษบุตรในความอุกอาจดังนี้ ไท้เธอจึงเนรเทศอพอลโลให้ลงมาอยู่ในมนุษย์โลก และให้เป็นข้าของมนุษย์เป็นเวลา 1 ปีเสียก่อน จึงจะพ้นโทษ

เรื่องของเฟอิทอน

นอกจากเอสคิวเลปิอัสแล้ว อพอลโลยังมีบุตรอีกคนหนึ่ง แต่เกิดกับนางอัปสร ไคลมินี (Clymene) ชื่อ เฟอิทอน (Phaeton) วันหนึ่งเฟอิทอนถูก เพื่อนเรียนหนังสือด้วยกันหัวเราะเยาะ ในการที่อ้างตนเป็นบุตรสุริยเทพ เฟอิทอนทั้งเคืองทั้งอับอายกลับมารบเร้าให้มารดาพาไปหาบิดา เพื่อให้ได้หลักฐานพิสูจน์ว่าตนเป็น บุตรเทพอพอลโลจริง นางไคลมินีจึงบอกทางให้บุตรเดินทางไปทางทิศตะวันออกจนกว่าจะถึงวังที่ประทับของอพอลโล ณ ที่นั้นจะได้พบกับบิดาสมประสงค์
เฟอิทอนรีบดั้นเดินทางโดยไม่หยุดพัก จนล่วงเข้าเขตวังของบิดา แม้ภูมิทำเลบริเวณวังจะงดงามตระการเพียงใด และตำหนักที่ประทับของอพอลโลก็เรืองวิจิตรน่า พรึงเพริดสักปานใด เฟอิทอนก็หาแยแสใส่ใจไม่ ฝ่ายอพอลโลเห็นกุมารเข้าไปใกล้ก็จำได้ว่าเป็นบุตร และเมื่อเฟอิทอนขึ้นถึงบัลลังก์ที่เธอประทับอยู่เธอก็ปฏิสันถารกับ เฟอิทอนอย่างบิดากับบุตร สั่งถามถึงธุระในการที่มาเฝ้า เฟอิทอนจึงทูลแถลงถึงเรื่องราวและความที่พึงประสงค์ พอจบเทพอพอลโลก็ออกอุทานวาจาว่า อนุญาตให้เฟอิทอนได้ ข้อพิสูจน์ตามแต่จะพึงประสงค์ พร้อมทั้งสาบานยืนยันมั่นคง โดยอ้างแม่น้ำสติกส์เป็นทิพยพยานอีกด้วย
การสาบานโดยการอ้างชื่อแม่น้ำสติกส์นี้ เป็นการสาบานอันเคร่งครัดที่สุด ซึ่งลงว่าเทพองค์ใดลั่นสาบานแล้ว เทพองค์นั้นจะล่วงละเมิดไม่ได้เป็นอันขาด ถ้าเทพผู้ล่วงละเมิดไม่ปฏิบัติตามสาบาน จะต้องเสวยน้ำในแม่น้ำนี้ซึ่งจะทำให้ปัญญาเสื่อมเศร้าหมองเป็นเวลา 1 ปี กับจะต้องถูกขับออกจากเขาโอลิมปัสและงดเสวยน้ำอมฤตอีก 9 ปี
เฟอิทอนฟังคำสาบานดังนั้น จึงขออนุญาตขับรถพระอาทิตย์แทนบิดาในวันนั้น เพื่อว่าโลกทั้งมวลจะได้ตระหนักชัดว่า เธอเป็นบุตรสุริยเทพสมจริงตามที่กล่าวอ้าง ก็ แหละรถพระอาทิตย์นั้ไม่ใช่ของสำหรับใครจะขับได้ ด้วยว่าผู้ที่สามารถควบคุมม้าเทียมทั้ง 4 แสนจะพยศที่ลากรถนั้นจะมีก็แต่เทพอพอลโลองค์เดียว เมื่อเฟอิทอนขออนุญาต ขับรถแทนอพอลโลก็ถึงแก่สะดุ้งประหวั่นเกรงจะเกิดเหตุยุ่งยากและเดือดร้อนไปทั่วโลกพิภพและจักรวาล จึงบ่ายเบี่ยงบอกเฟอิทอนให้ขอพรอย่างอื่น ฝ่ายเฟอิทอนมีจิต กำเริบดื้อดึงขึ้นมาเสียแล้ว คงยืนกรานที่จะขอขับรถพระอาทิตย์แทนบิดาให้จงได้ ในที่สุดสุริยเทพซึ่งลั่นสาบานอันไม่พึงล่วงละเมิดออกไปเสียแล้วสุดที่จะบ่ายเบี่ยงต่อไปอีกได้ ก็จำต้องยอมอนุญาตให้เฟอิทอนขับรถพระอาทิตย์แทนได้ดังประสงค์

กำหนดเวลาออกรถดลมาถึงพร้อมแล้ว ม้าเทียมรถก็เตรียมเผ่นโผนโจนทะยานออกอยู่แล้ว นางประจำยามเข้าเคียงข้างรถอยู่พร้อมสรรพฝ่ายอุษาเทวีก็คอย อาณัติสัญญาณสั่งจากสุริยเทพ เตรียมไขทวารเบิกม่านฟ้าอยู่ทีเดียว

ฝ่ายเทพอพอลโลจัดแจงชโลมเฟอิทอนด้วยของเย็นกันถูกแสงอาทิตย์แผดเผา พลางสั่งเฟอิทอนให้ขับรถรักษาเส้นทางโคจรเดิมไว้ให้ดี อย่าให้รถออกนอกทางเป็น อันขาด เธอสั่งย้ำซ้ำซากให้บุตรกวดขันระมัดระวังม้าเทียมโดยเคร่งครัดอย่างที่สุด และให้ใช้แส้แต่โดยออมชอมเท่านั้นด้วยว่ามันเป็นม้าที่พยศมาก

หนุ่มน้อยฟังบิดาสั่งเสียอย่างระอิดระอา แล้วก็โดดขึ้นนั่งรถทองรวบสายบังเหียน ให้สัญญาณอุษาเทวีเปิดทวารและขับรถออกจากวังสุริยเทพด้วยความกระหยิ่ม ลำพองใจ ในชั่วโมงแรก ๆ เฟอิทอนสังวรในคำสั่งเสียของบิดา แต่แล้วความกำเริบเสิบสานเข้าครอบงำ ทำให้ลืมคำสั่งของบิดาเสีย เฟอิทอนขับรถเร็วขึ้นทุกทีจนรถออกนอก ทางโคจรไป ดวงจันทร์และดาราน้อยใหญ่พากันตื่นตระหนกที่ได้เห็นรถสุริยาทิตย์แล่นเตลิดไปกลางหาว แต่ก็ไม่มีปัญญาจะทำประการใดได้ และเฟอิทอนก็ขับรถใกล้โลก พิภพเข้ามาทุกที จนเป็นเหตุให้พืชพันธ์ทั้งปวงเหี่ยวแห้งตายหมด น้ำในแม่น้ำลำธารก็เหือดแห้ง แผ่นดินไหม้เกรียมจนเกิดควันโขมง ผู้คนของแผ่นดินนั้นถูกแสงอาทิตย์ แผดเผาจนตัวดำไปหมดสิ้น เป็นสีกายที่ถ่ายทอดสืบต่อกันมาแต่ครั้งนั้นจนถึงทุกวันนี้ และแผ่นดินที่ถูกรถสุริยาทิตย์เข้าใกล้ในครั้งนั้นก็คือ แอฟริกานั่นเอง
เฟอิทอนตื่นตกใจในเหตุอันตนทำให้เป็นไปจึงลงแส้ม้าชักรถให้ถอยห่างจากโลก ม้าก็เผ่นโผนโจนทะยานเหออกห่างโลกเสียลิบลับ ทำให้พืชพันธ์ธัญญาหารที่เหลือ รอดจากความร้อนอยู่บ้าง กลับเหี่ยวเฉาตายลงอีกเพราะความหนาวจัดฉับพลัน ทั้งแผ่นดินแผ่นน้ำตอนนั้นก็มีน้ำแข็งปกคลุมทั่วไปหมด เสียงผู้คนร้องระงมดังขึ้นทุกที จนใน ที่สุดก็ปลุกซูสเทพบดีให้ตื่นจากบรรทมเล็งทิพยเนตรสืบสวนหาสาเหตุ ครั้นได้ความว่าเหตุเกิดจากเฟอิทอนบังอาจขับรถสุริยาทิตย์เช่นนั้น ไท้เธอก็พิโรธนัก คว้าอสนีบาต ฟาดไปที่เฟอิทอน บันดาลให้เฟอิทอนสิ้นชีวิตตกจากรถสุริยาทิตย์ลงสู่แม่น้ำ อีริดานัส ในพริบตา
เฟอิทอนมีพี่สาวร่วมอุทร 3 คน เมื่อเฟอิทอนถึงแก่ความตาย นางทั้ง 3 ก็ไปร่ำไห้ที่ริมฝั่งแม่น้ำจนเทพทั้งปวงสงสารเลยแปลงนางเป็นต้นอำพันหลั่งน้ำตาเป็นอำพัน ตั้งแต่บัดนั้น ฝ่ายเพื่อนเล่นคู่หูคนหนึ่งของเฟอิทอนชื่อ ซิกนัส (Cygnus) ก็ลงงมหาศพ ดำผุดดำว่ายในแม่น้ำจนกลายเป็นต้นตะกูลหงส์เล่นน้ำสืบเชื้อสายพงศ์พันธุ์มา จนตราบเท่าทุกวันนี้

ในบรรดาเรื่องที่เกี่ยวกับเทพอพอลโลโดยตรงมีตำนานพฤกษชาติที่น่ารู้รวมอยู่ด้วย 2-3 เรื่อง เรื่องหนึ่งได้แก่ ตำนาน ต้นชัยพฤกษ์ ซึ่งชาวกรีกถือว่าเป็นต้นไม้คู่บารมีของสุริยเทพทีเดียว เรื่องหนึ่งคือตำนานของต้นไม้น้ำ ที่เราเรียกว่า ผักตบ กับตำนาน ต้นสนป่า และอีกเรื่องหนึ่งเป็น ตำนานต้นทานตะวัน
ตำนานต้นชัยพฤกษ์นั้น อยู่ในเรื่องเกี่ยวกับนาง แดฟนี (Daphne) ซึ่งเป็นนางอัปสร รูปงามธิดาของ พีนูส (Peneus) เทพประจำแม่น้ำตามเรื่องเล่าว่า อพอลโลได้พบนางในกลางป่า ให้บังเกิดความพิสมัย จึงเยื้องกราย เข้าหาหมายจะแทะโลม แต่ไม่ทันถึงนางก็วิ่งหนีไปเสียแล้ว ฝ่าย อพอลโลอารามที่ลืมไม่ว่า อะไรอื่นทั้งสิ้นจึงวิ่งตาม วิ่งพลางร้องเรียกให้นางแดฟนีหยุดแม้ชั่วขณะหนึ่ง เท่านั้นก็ตามที เธอสัญญาว่าจะไม่ทำอันตรายเลย
นางอัปสรไม่ยอมฟังคำสัญญาหรือวิงวอน ตั้งหน้าแต่รุดหนีอย่างเดียว ฝ่ายอพอลโลก็วิ่งกวด ตามไปโดยไม่ลดละ จนนางแดฟนีเริ่มอ่อนกำลังและตระหนักว่า ฝ่ายไล่กำลังรุกกระชั้นเข้าไปทุกที นางจึงวิ่งหนีกระหืดกระหอบอกสั่นลงยังริมฝั่งแม่น้ำของบิดา ขอให้แปลงร่างนางเสีย หรือบันดาลให้ นางจมลงไปในปฐพี ยังมิทันที่นางจะถึงริมฝั่งน้ำดี นางก็รู้สึกเหมือนหนึ่งตัวเองถูกตรึงติดกับพื้น ด้วย เท้าหยั่งลงในดินเป็นราก ผมและมือก็งอกออกเป็นใบ ส่วนเครื่องคลุมกายกลายเป็นเปลือกไม้ ปกคลุมร่างอันสั่นเทาของนางไป บิดาของนางตอบสนองการที่นางร้องให้ช่วยแล้ว โดยเปลี่ยนนางเป็น ต้นชัยพฤกษ์อยู่ ณ ที่นั้น
ฝ่ายอพอลโลตามมาทันไม่เห็นนาง เห็นแต่ต้นไม้ ครั้งแรกเธอไม่รู้สึกเลยว่า สาวเจ้าลับจาก เธอไปแล้ว โดยไม่มีวันจะได้พบอีก แต่เมื่อความจริงเป็นที่ปรากฏดังนั้น เธอจึงมีเทพบรรหารว่า นับ แต่บัดนี้ต้นชัยพฤกษ์ จงเป็นต้นไม้ที่โปรดปรานของเธอ อันคนหลายคนพึงเด็ดช่อใบร้อยพวงมาลา เป็นรางวัลแก่กวีและนักดนตรีสืบไป

เรื่องอพอลโลกับนางแดฟนีนี้ นอกจากจะแสดงตำนานของต้นชัยพฤกษ์แล้ว ยังเป็นนิทาน อุปมาถึงปรากฏการณ์ของธรรมชาติ ที่เกิดเป็นประจำวันเกี่ยวกับดวงอาทิตย์ ( อพอลโล ) และน้ำค้าง ( แดฟนี ) อีกโสดหนึ่งด้วย กล่าวคือยามดวงอาทิตย์ทอแสงลงมาเยี่ยมโลกเมื่อรุ่งอรุณ น้ำค้างที่ยังเหลือ อยู่ตามใบไม้ ใบหญ้า และตามพื้นดินก็หายไปดุจดังนางแดฟนีหนีลับจากอพอลโล ตามท้องเรื่องที่เล่า มาแล้วฉะนั้น

ต่อไปนี้จะเล่าตำนานผักตบและต้นสนป่า ตามท้องเรื่องที่เล่าสืบ ๆ มา ในเทพปกรณัมของกรีกว่า

อพอลโล มีมนุษย์เป็นเพื่อนที่สนิทเสน่หาอย่างยิ่งคนหนึ่งชื่อว่า ไฮยาซินทัส (Hyacinthus) และมานพนี้ก็เป็นเพื่อนกับ เสฟไฟรัส (Zephyrus) เทพ ประจำลมตะวันตกด้วย เสฟไฟรัสมีความริษยาสุริยเทพ และเคืองแค้นไฮยาซินทัส ในการที่สนิทสุริยเทพยิ่งกว่าตน วันหนึ่งอพอลโลกับไฮยาซินทัสเล่นทอยห่วงเหล็กกัน เสฟไฟรัสผ่านมาพบเข้า จึงคิดแกล้งให้อพอลโลโทมนัสโดยทำให้ไฮยาซินทัสตายเสีย เสฟไฟรัสก็แกล้งเป่าเหล็กของอพอลโลโดยแรงให้ถูกคู่เล่นล้มลง ฝ่ายอพอลโลเห็นเหตุ นั้นจึงกระทำปฐมพยาบาลห้ามเลือดซึ่งไหลออกจากแผลไฮยาซินทัส แต่เลือดก็หาหยุดไหลไม่ ไฮยาซินทัสทนพิษบาดแผลไม่ได้ จึงสิ้นใจลงในขณะนั้นเอง
อพอลโลโทมนัสในการตายของปิยมิตรยิ่งนัก และเพื่อให้เป็นเครื่องระลึกถึงปิยมิตรผู้ตายเธอจึงบันดาลให้เลือดของไฮยาซินทัสที่ตกกองอยู่นั้นเป็นกอดอกไม้ เรียกว่า ไฮยาซิน ( ผักตบ ) ตามชื่อเจ้าของเลือดตั้งแต่นั้นมา

ภายหลังมรณะกรรมของไฮยาซินทัส อพอลโลหันไปคบมนุษย์เป็นเพื่อนอีกคนหนึ่งเพื่อให้หายโศก มานพนี้เป็นพรานหนุ่มที่เฉลียวฉลาด มีชื่อว่า ไซพาริสสัส (Cyparissus) แต่รายนี้ก็อีก เป็นมิตรภาพที่มีอันต้องสิ้นสุดลงด้วยความเศร้าโศก เป็นข้อยืนยันว่า อพอลโลมีความอาภัพในมิตรภาพ กล่าวคือ ไซพาริสสัส บังเอิญฆ่า ลูกกวางที่อพอลโลเลี้ยงไว้ ให้เสียใจนัก ไม่เป็นอันกินอันนอนจนซูบผอมลงไปทุกที และในที่สุดก็ตายด้วยความตรอมใจ อพอลโลจึงประสาทให้ร่างอันปราศจากชีวิตของ ไซพาริสสัสกลายเป็นต้นสนป่า และบรรหารว่าสืบแต่นั้นให้ต้นสนป่าจงเป็นต้นไม้สำหรับความร่มรื่นให้เกิดแก่หลุมศพของคนผู้เป็นที่รักของญาติมิตรต่อไป

หน้าที่สำคัญที่อพอลโลปฏิบัติอยู่เป็นประจำวันนั้นได้แก่ การขับรถพระอาทิตย์ ขึ้นจากฟากมหาสมุทรเมื่อรุ่งอรุณโคจรไปตามสุริยวิถี ผ่านฟากฟ้าโดยไม่หยุดพักเลย จนถึงเรือทองที่จะจอดคอยเธอในทิศตะวันตก เมื่อสิ้นวันแล้วอพอลโลจึงลงเรือกลับคืนตำหนักสู่วังที่ประทับในทิศตะวันออก รอวันใหม่วนเวียนอยู่ดังนี้ทุกวันเป็นเนืองนิตย์

ยังมีนางอัปสรประจำน่านน้ำ ธิดาของโอเชียนัสกับนางเทวีทีธิสชื่อว่า ไคลที (Clytie) นางหลงใหลใฝ่ฝันในเทพอพอลโลอยู่ คอยเฝ้าดูการโคจรประจำวันของสุริย เทพทุกวัน แต่อพอลโลจะไยดีกับนางก็หาไม่ ถึงกระนั้นนางก็เฝ้าดูเธอทุกวัน นับตั้งแต่วาระเมื่อเธอทรงรถออกจากวังยามเช้าไปจนกระทั่งเธอโคจรถึงทะเลฟากตะวันตก โดย ผินหน้าตามไปมิให้อพอลโลคลาดจากสายตา หวังว่าสักวันหนึ่งอพอลโลคงจะบังเกิดความปฏิพัทธ์เสน่หานางบ้าง นางไคลทีสู้ทนเฝ้าคอยอยู่ดังนั้นเป็นเวลานานไม่ยอมละสาย ตาจากอพอลโลไปมองดูอื่น ในที่สุดเทพทั้งปวงมีความสงสาร จึงเปลี่ยนนางเป็นต้นทานตะวันชูดอกผินตามดวงอาทิตย์ตั้งแต่เช้าจนเย็นเป็นประจำมาจนตราบเท่าทุกวันนี้

 

ที่มาhttp://www.navy98.com/page/chaos/apollo.htm

เทพีอาเทมิส Artemis

posted on 27 Aug 2008 21:03 by nuttynarak
เทพีอาเทมิส Artemis
ในคณะเทพโอลิมเปียนมีเทวีพรหมจารีอยู่ 3 องค์ ทรงนามตามลำดับว่า เฮสเทีย (Hestia) เอเธน่า (Athene) อาร์เตมิส (Artemis) องค์แรกเป็นเทวีภคินีของเทพปริณายกซูส ส่วน 2 องค์หลังเป็นธิดา แต่ละองค์มีประวัติและความสำคัญดังจะกล่าวต่อไปนี้

เทวีพรหมจารีในกลุ่มนี้ ได้แก่เทวีครองการล่าสัตว์ ทรงนามว่า ไดอานา (Diana) หรือ อาร์เตมิส เทวีองค์นี้เป็น เจ้าแม่ที่เคารพบูชาของพวกพรานโดยเฉพาะ และเป็นเจ้าของสัตว์ป่าทั้งปวง แต่สัตว์ที่เจ้าแม่โปรดปรานมากเป็นพิเศษ ได้แก่ กวาง โดยที่แสงเดือนเพ็ญเป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่การเดินป่า และล่าสัตว์ในเวลากลาง - คืน คนทั้งปวงจึงนับถือเจ้าแม่ในฐานะ เทวีครองแสงเดือนด้วย และในที่สุดก็อุปโลกน์เจ้าแม่เป็นดวงเดือนในชื่อว่า ฟีบี (Phoebe) บ้าง เซลีนี (Selene) ซึ่ง เป็นชื่อเรียกเทวีประจำดวงเดือนหรือจันทรเทวีมาแต่เดิมทั้ง 2 ชื่อ ต่อมาในระยะหลัง ๆ เขายังเอา เหกกะตี (Hecate) เทวี ครองความมืดในข้างแรมและไสยศาสตร์มารวมกับเจ้าแม่หมายเป็นเทวีองค์เดียวกันอีกด้วย

เจ้าแม่อาร์เตมิสเป็นเทพธิดาคู่แฝดผู้พี่ของ อพอลโล สุริยเทพของกรีก เกิดแต่ซูสเทพบดีกับนางแลโตนา หรือ ลีโต (Latona ,Leto) ( แต่บางตำนานกล่าวว่าเป็นธิดาของเทพไดโอนิซัสกับไอซิส แต่ผู้คนมักรู้จักเทวีอาร์เตมิส ในฐานะธิดาของ ซูสมากกว่า รวมทั้งท่านโฮเมอร์นักกวีชาวกรีกกล่าวไว้เช่นนี้ด้วย ) เมื่อตอนเกิดคลอดยากนักหนา ถึงแก่นางแลโตนาเกือบเอา ชีวิตไม่รอด เจ้าแม่รู้สึกในความเจ็บปวดทนทุกข์เวทนาอย่างใหญ่หลวงของมารดา เลยพลอยรังเกียจการวิวาห์ถึงกับขอประทาน อนุญาตจากเทพบิดาในอันที่จะขอไม่มีคู่ครอง แม้เหล่าเทพบนเขาโอลิมปัสแสดงความปรารถนาใคร่จะได้วิวาห์ด้วยเจ้าแม่ก็ไม่ไย ดีคงยืนกรานที่จะดำรงชีวิตโสดถ่ายเดียว และวิงวอนต่อเทพบิดา ด้วยเหตุผลนี้ซูสจำต้องประทานอนุญาตให้ เจ้าแม่ขอประทาน นางอัปสรโอเชียนิค 60 กับอัปสรอื่นอีก 20 ซึ่งล้วนแต่ไม่ยินดีในการวิวาห์เป็นบริวารติดสอยห้อยตามได้แล้ว ก็พาบริวารเที่ยว เสด็จประพาสไปตามราวป่า เพลิดเพลินเป็นนิตย์นิรันดร

ทุกเวลาเย็นอาทิตย์อัสดง พอตะวันตกลับโลกไปแล้ว เจ้าแม่อาร์เตมิสก็ทรงจันทรยานเทียมม้าขาวปลอดดั่งสีนมพเนจร ไปในห้วงเวหา ผ่านดวงดาราเดียรดาษ ซึ่งต่างก็ทอแสงจ้าระยิบระยับรับเจ้าแม่ไปตลอดทาง ในระหว่างที่ท่องเที่ยวไปเจ้าแม่มักจะ โอนองค์ลงระเมียรพิภพโลก อันอยู่ในความหลับท่ามกลางแสงสลัวเลือนลางดังภาพฝัน พลางสูดสุคนธรสแห่งบุปผชาติอันจรุงฟุ้งขึ้น ไปแต่ไกลเนือง ๆ

ในคืนหนึ่ง ขณะที่เจ้าแม่จรอยู่เหนือแว่นแคว้นแดนคอเรีย พลันเจ้าแม่ก็แลสบภาพหนุ่มน้อยคนหนึ่ง นอน หงายหน้าอาบแสงเดือนอันอ่อนละมุนอยู่ริมเขา เจ้าหนุ่มนี้คือคนเลี้ยงแกะรูปงามชื่อ เอนดิเมียน (Endymion) กำลังอยู่ในอาการม่อยหลับ ความงามของเจ้าหนุ่มเมื่อต้องแสงจันทร์เป็นที่พิสมัยแก่เจ้าแม่อาร์เตมิสนัก เจ้าแม่อด รัญจวนไว้มิได้ จึงยอรถให้หยุดฉับพลัน ลงจารถลอยเลื่อนลงมาจุมพิตริทฝีปากเผยอน้อย ๆ ของเจ้าหนุ่มเบา ๆ แล้วลอย เลื่อนกลับไป

ในขณะนั้นเองเอนดิเมียนฟื้นตื่น แต่จิตยังอยู่ในภวังค์ ค่อยลืมเปลือกตาขึ้นอย่างปรือ ๆ เห็นภาพคลับคล้าย คลับคลาพึงพิศวง บัดดลก็สะดุ้งตื่น ลุกขึ้นขยี้ตาเหลียวมองรอบข้าง ครั้นเห็นดวงจันทร์กำลังลอยเลื่อนลิ่ว ๆ อยู่ในฟากฟ้า ก็นึกแน่ว่า เหตุที่ประสบกับตนเป็นแค่ความฝันเท่านั้น แต่ความฝันก็แสนจะดื่มด่ำใจเสียยิ่งกระไร หวังจะได้ฝันเห็น ดังนั้นอีกครั้งหนึ่ง

เอนดิเมียนฝังใจในความฝันนั้นหนักหนา เที่ยวซอกซอนค้นหาเทพธิดาในฝันไปตามที่ต่าง ๆ แม้กระทั่งใน ทะเลลึก ฝ่ายอมรเทพทั้งปวงรู้ความเสน่หา ที่เจ้าแม่ประสาทแก่เมษบาลผู้เป็นแต่มรรตัยบุคคล ก็พากันพิศวงสนเท่ห์ยิ่ง นัก เพื่อตัดทางที่จะทำให้เรื่องอื้อฉาว ซูสจึงบังคับเอนดิเมียนให้เลือกเอาว่าจะยอมตายด้วยวิธีหนึ่งตามแต่จะพึงประสงค์ หรือจะยอมนอนหลับโดยไมมีเวลาตื่นในถ้ำแห่งหนึ่งบนยอดเขา แลตมัส (Latmus) เอนดิเมียนเลือกเอาประการ หลัง และ ณ ที่นั้นคนโบราณเขาเชื่อว่าเอนดิเมียนคงนอนหลับตลอดกาล โดยเจ้าแม่อาร์เตมิสผู้ซื่อสัตย์ แวะเวียนไป เยือนเจ้าหนุ่มทุกคืน และเฝ้าดูแลฝูงแกะที่เจ้าหนุ่มทอดทิ้งไปเพื่อค้นหาเจ้าแม่ด้วย

อาร์เตมิสเป็นเทวีที่มีอุปนิสัยโหดเหี้ยมและดุร้าย น่าแปลกที่ชาวกรีกกลับให้ความเคารพนับถือเจ้าแม่เป็นอัน มาก ตำนานหลายฉบับกล่าวไว้ตรงกันว่านางมักลงโทษผู้ที่ทำให้ขุ่นเคืองอย่างรุนแรง มีผู้เตราะห์ร้ายหลายรายถูกเจ้าแม่ ลงโทษอย่างน่าสยดสยอง ดังเรื่องราว 2-3 เรื่องต่อไปนี้

วันหนึ่งเมื่อเทวีอาร์เตมิสทรงจันทรยานดำเนินไปตลอดราตรีกาลแล้ว จึงถือศรคู่หัตถ์ลงจากรถ ออกล่าสัตว์ป่า มีนาง อัปสรบริวารติดสอยห้อยตามดุจเคย เวลาบ่ายหนึ่งในฤดูร้อนภายหลังที่เที่ยวตามสัตว์ ด้วยความตื่นเต้นเป็นเวลานานผิดกว่า เคยเจ้าแม่กับบริษัทบริวารก็พากันมาถึงหนองน้ำนิ่งแห่งหนึ่งแห่ง ลำเนาเขา น้ำใสเย็นแพรวพรายชวนให้ลงสรงสนาน เจ้าแม่และบริวารทั้งปวงจึงพากันเปลื้องเครื่องทรง ชุดล่าสัตว์ลงโสรจสรงในละหานนั้นเป็นที่สำเริงสำราญยิ่งนัก

แต่วันนั้นเจ้าแม่และบริวารใช่จะเป็นพรานคณะเดียวที่ออกล่าสัตว์ก็หาไม่ ยังมีนายพรานชื่อ แอคเตียน (Actaeon) ออกเที่ยวล่าสัตว์หาเนื้อแต่รุ่งอรุณอีกคนหนึ่งด้วย พอเวลาบ่ายตะวันชาย แอคเตียนเหน็ดเหนื่อยโรยกำลังและกระหายน้ำ จึงมุ่งหน้ามายังละหานแห่งเดียวกันนั้นเหมือนกัน

ในขณะที่เข้าไปใกล้ละหานนั้น แอคเตียนแว่วเสียงสำรวลสรวลดังมาจากละหานแต่ไกล จึงย่อง เมียงเข้าไปอย่างระมัดระวัง เมื่อถึงระยะพอมองเห็น เขาก็ค่อยบรรจงแหวกกิ่งไม้ใบหนาแง้มมองดู เห็น เทวีอาร์เตมิสกับบริษัทบริวารสรงสนานอยู่ เป็นภาพที่ ไม่เคยมีมนุษย์คนใดมีโอกาสได้พบเห็นซักครั้งหนึ่ง เลย

ในขณะนั้นเองเจ้าแม่ซึ่งสันทัดจัดเจนกับความเป็นไปในราวป่าได้สดับเสียงใบไม้ไหว เหลียวขวับมาเพื่อจะ ดูให้ แน่ใจว่า เสียงนั้นเกิดจากเหตุใด ก็ประสบสายตาจ้องมองอย่างตะลึงพรึงเพริดของนายพรานหนุ่มผู้พิศวง เจ้าแม่ โกรธนักที่ เจ้าหนุ่มบังอาจละลาบละล้วง จึงกอบน้ำด้วยอุ้งหัตถ์ซัดสาดตรงไปยังใบหน้าของเจ้าหนุ่มทันที

พอหยดน้ำกระทบหน้าเจ้าหนุ่ม เขาก็รู้สึกตัวว่าร่างของเขากลายเปลี่ยนเป็นกวางไปเสียแล้ว พร้อมกับมีเขางอก ขึ้นแผ่ กิ่งก้านสาขางามสะพรั่งให้รู้สึกเสียใจนัก ในขณะที่เขายืนนิ่งงันในรูปกวางอยู่ ณ ที่นั้นเอง ก็แว่วเสียงสุนัขล่าเนื้อ ของเขาเอง เห่าอยู่ในที่ไกลเที่ยวตามหานาย

แอคเตียนสะดุ้งตกใจสยิวสยองไปทั่วทุกขุมขน จึงขยับออกจะวิ่งหนีเข้าป่า แต่อนิจจา ! ช้าไปเสียแล้ว ฝูงสุนัขเห็นเขา เข้าแล้ว มันพากันวิ่งกรูเกรียวตามกระชั้นเข้าไปเป็นพรวน กวางแอคเตียนเจ้ากรรมพยายามโกยหนีสุดกำลัง แต่ไม่พ้น พอล้ม ฮวบลงกับพื้นเพราะอิดโรย สุนัขทั้งฝูงก็กระโจนเข้ารุมงับคอหอยถึงแก่ความตายอยู่กับที่ตรงนั้นนั่นเอง

อีกรายหนึ่งทำผิดเพียงเล็กน้อย ก็ถูกเทวีอาร์เตมิสลงทัณฑ์อย่างไม่เป็นธรรม เรื่องมีอยู่ว่า มานพหนุ่มผู้หนึ่งชื่อ ว่า อัดมีทัส (Admetus) ซึ่งมัวปลื้มใจที่ได้แต่งงานกับสาวงามจึงหลงลืมที่จะถวายเครื่องสักการะบูชาแด่องค์เทวี เท่านั้น เจ้าแม่ ก็โกรธกริ้วบันดาลให้ห้องหอของอัดมีทัสมีแต่งูพิษเต็มไปหมด

นอกจากนี้ยังมีเรื่องราวอีกเรื่องที่คล้าย ๆ กันนั่นคือ กษัตริย์แห่งเมืองคาลีดอนนามว่า เอนีอัส (OeNeus) เกิดลืม ถวายพืชผลที่เก็บเกี่ยวจากไร่นาของพระองค์เป็นครั้งแรกแด่เทวีอาร์เตมิสตามธรรมเนียม เจ้าแม่ก็บันดาลให้โคป่าเข้าบุก ดินแดนของกษัตริย์เอนีอัส มิหนำซ้ำเมื่อครอบครัวของเอนีอัสออกไปปราบวัวก็ถูกวัวบ้าสังหารตายเสียทั้งครอบครัวเป็นที่ น่าเวทนายิ่ง

แต่ชะรอยบาปคงจะตามสนองเทวีอาร์เตมิสเข้าให้บ้างเหมือนกัน ทำให้เจ้าแม่ได้รับความเจ็บปวดร้าวทุกข์ทรมานเนื่อง จากสูญเสียคนอันเป็นที่รักไปด้วยน้ำมือตนเอง

ในกาลครั้งหนึ่งยังมีนายพรานร่างกำยำทรงพลังยิ่งคนหนึ่ง ชื่อว่า โอไรออน (Orion) กำเนิดอันแท้จริงของเขาไม่มี ประวัติแน่ชัด หากแต่ถือกันว่า เขาเป็นบุตรของเทพเจ้าแห่งทะเล โปเซดอน ( เนปจูน ) และสามารถลุยทะเลลึก บางคนก็ว่าเดิน ไปบนพื้นน้ำทะเลได้

ในเวลากลางวันโอไรออนออกเที่ยวตระเวณไปตามราวป่าตลอดวัน มีสุนัขที่แสนซื่อชื่อว่า ซิริอัส (Sirius) ตามต้อย ไปด้วย วันหนึ่งเขาได้พบกับนางอัปสรทั้ง 7 เรียกว่า พลียาดีส (Pleiades) ที่กลางป่า ให้บังเกิดความเสน่หา จึงตามนาง เหล่านั้นไปอย่างเร่งร้อน แต่นางอัปสรก็เร่งหนีจนกระทั่งอ่อนกำลังจวนเจียนจะไม่พ้น นางเหล่านั้นจึงขอร้องให้เจ้าแม่อาร์เตมิส ช่วย เจ้าแม่ก็โปรดช่วยดังที่เคยโปรดแก่บริวารของเจ้าแม่เสมอ เพราะฉะนั้นเมื่อโอไรออนกระหืดกระหอบตามไปทันก็พลันได้ เห็นนกพิราบสีขาวดังหิมะ 7 ตัว บินขึ้นสู่ฟากฟ้าพอดี

ในฟากฟ้า นกพิราบทั้ง 7 เปลี่ยนไปอีกด้วยอำนาจบันดาลขอลเจ้าแม่อาร์เตมิส กลายเป็นกลุ่มดาวซึ่งเรียกว่า พลียาดีส เปล่งประกายระยิบระยับเรืองโรจน์ แต่เมื่อกรุงทรอยเสียแก่ข้าศึกนั้น ดาวกลุ่มนี้สลัวลงด้วยความเศร้า และดวงหนึ่ง ซึ่งมีอารมณ์แรงกว่าเพื่อนถึงแก่มือมัวลับจากสายตาไปเพื่อซ่อนตัวให้พ้นตาคน

ฝ่ายโอไรออนแม้มิสมหวังก็มิได้เสียใจนานนัก ต่อมาเขาก็ผูกสมัครรักนาง มิโรปี (Merope) ธิดาท้าว อีโนเปียน (Oenopion) เจ้าครองเกาะ ไคออส (Chios) โดยความมุ่งมั่นที่จะวิวาห์ด้วยกับนาง โอไรออนอุตส่าห์ล่าสัตว์ป่าเสียจนเตียนไปทั้งเกาะ เอาสัตว์ที่ล่าได้เป็นกำนัลแด่สาวเจ้าและบิดา แต่เมื่อโอไรออนออกปาก ขอนางมิโรปีต่อบิดาของนางทีใด บิดานางก็ผัดเจ้าล่อไปทุกที
ก็แหละโอไรออนนั้นมีนิสัยวู่วาม ไม่อดทนในการที่จะต้องคอยเรื่อยไปไม่มีกำหนดเวลาเช่นนี้เขาจึงตัดสินใจที่จะรวบรัดด้วยวิธีฉุดคร่านางมิโรปีด้วยกำลังหักหาญ แทนการวิวาห์โดยเปิดเผย ซึ่งจะกำหนดกันเมื่อใดก็ไม่รู้ ; แต่ท้าวอีโนเปียนรู้ทันจึงจัดการตัดไฟแต่ต้นลมเสียก่อน โดยมอมเหล้าโอไรออนจนเมา ทำให้ตาบอด แล้วเอาไป ทิ้งริมทะเล

โอไรออนเสียทั้งรักทั้งดวงตา ฟื้นตื่นขึ้นไม่รู้จะไป ณ แห่งหนใด แต่อาศัยความรู้ของนายพรานฟังเสียงของ ค้อนของยักษ์ไซคลอปส์ในเกาะ เลมนอส (lemnos) ดั้นด้นไปจนถึงถ้ำตีเหล็กของยักษ์ ฝ่ายยักษ์ตนหนึ่งมีความ สงสารจึงอาสาพาโอไรออนดุ่มเดินไปทางทิศตะวันออก ช่วยให้ได้พบกับสุริยเทพ อพอลโล และอาศัยแสงสว่างรักษา ดวงตาให้กลับคืนเป็นปกติ
เมื่อกลับเป็นปกติดังเดิมแล้ว โอไรออนก็กลับล่าสัตว์อีก ตั้งแต่เช้าจนเย็นทุกวัน โดยตอนนี้เองเทวีอาร์เตมิสได้ พบเขาในป่าและได้คบหาชอบพอกันมาก อพอลโล เห็นท่าไม่ชอบกลในมิตรภาพ ทั้งนี้เกรงว่าภคนีเทวีจะกลับสัตย์ ปฏิญาณที่ตั้งไว้เดิมว่าจะครองความเป็นพรหมจารีตลอดไปนั้นเสีย จึงคิดอุบายให้มิตรภาพนั้นยุติลงอย่าง เด็ดขาด

วันหนึ่งอพอลโลเห็นโอไรออนเดินลุยทะเลโผล่หัวอยู่เหนือพื้นน้ำ จึงเรียกอาร์เตมิสเข้าไปและชวนคุยเรื่อง ฝีมือธนูศิลป์จนอาร์เตมิสตายใจ แล้วทำให้อาร์เตมิส ลองฝีมือ โดยให้ลองยิงอะไรที่ลอยอยู่เหนือพื้นน้ำทะเลดู ว่าจะถูก หรือไม่ ฝ่ายเทวีขมังธนูก็ยิงธนูออกไปฉับพลัน หาเฉลียวใจไม่ว่าอะไรดำ ๆ นั้นคือหัวของโอไรออน ลูกธนูถูกเป้าหมาย อย่างแม่นยำ ครั้นคลื่นซัดสาดโอไรออนเข้าฝั่ง เจ้าแม่อาร์เตมิสจึงรู้ว่าได้ทำอะไรลงไป ให้รู้สึกเศร้าเสียดายนักถึงแก่ หยาดอัสสุชลเป็นอันมาก แล้วเจ้าแม่ จึงแปลงโอไรออนกลายเป็นกลุ่มดาวพร้อมด้วยสายรัดเอว ดาบ และกระบองคู่มือ ของเขา อยู่ในท้องฟ้าต่อจากกลุ่มดาวพลียาดีส และแปลงสุนัขของเขาให้กลายเป็นดาวซิริอัส อยู่ท้ายกลุ่มดาวโอไรออน ด้วยตั้งแต่บัดนั้นมา

เรื่องราวนายพรานโอไรออนนี้นั้น มีบางตำนานกล่าวถึงการตายของนายพรานหนุ่มคนนี้แตกต่างกันออกไป กล่าวคือขณะที่ไปล่าสัตว์ด้วยกัน โอไรออนเกิดไปสัมผัส ถูกกายของเทวีอาร์เตมิสเข้า ความที่ไม่ยอมให้ชายใดเข้าใกล้ เจ้าแม่เผลอตัวลงโทษลงโทษบุรุษคนแรกที่บังอาจสัมผัสกายเจ้าแม่ทันที โทษที่อาร์เตมิสบันดาลให้เป็นไปนั้น มาในรูป ของแมงป่องพิษ ที่โผล่ขึ้นจากใต้ดินมากัดข้อเท้าของโอไรออน อันเป็นเหตุให้นายพรานอาภัพผู้นี้ล้มลงสิ้นใจตายต่อมา

เนื่องด้วยเทวีอาร์เตมิสรังเกียจการวิวาห์ถือครองพรหมจารี นอกจากนางจะไม่รัก ไม่วิวาห์แล้ว เจ้าแม่เองยังบังคับให้ บริวารของตนไร้รักและไร้คู่ตามไปด้วย หากผู้ ใดฝ่าฝืนถูกพิษรักเข้าให้ ก็จะถูกเจ้าแม่อาร์เตมิสลงโทษอย่างทารุณ ดั่งเช่น นางคัลลิสโต นางสวยงามจนซูสเทพบดีแอบหลงรัก จึงใช้เล่ห์เพทุบายจำแลงองค์เป็นอาร์เตมิส เข้าไปคลอเคลียใกล้ ๆ พอเทวีอาร์เตมิสรู้เข้าก็โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ แต่ไม่ยักโกรธเทพพระบิดาผู้ก่อเหตุกลับหันไปเล่นงานคัลิสโตผู้น่าสงสาร ด้วยการใช้ธนูยิงนางจนมอด ม้วยสิ้นใจไป รูปสลักของเทวีอาร์เตมิสของชาวกรีกเป็นหญิงสาวอรชรแต่แข็งแกร่ง แต่งกายไม่เหมือนเทวีองค์อื่น ๆ โดยนุ่ง กระโปรงสั้นเหนือเข่า ทั้งนี้เพื่อสะดวกในการล่า สัตว์นั่นเอง อาวุธที่โปรดปรานคือ ธนู มีหมีเป็นสัญลักษณ์ อุปนิสัยดี ๆ ในองค์ เทวีเท่าที่ค้นพบคือ ความรักในดนตรี และเล่นดนตรีต่าง ๆ ได้ไพเราะ เจ้าแม่ชอบการร้องเพลง และเต้นรำเหมือนน้องชาย คือเทพอพอลโล

 

ที่มาhttp://www.navy98.com/page/chaos/artemis.htm

edit @ 27 Aug 2008 21:05:26 by Nutty

เทพ ไดโอนิซัส Dionysus

posted on 27 Aug 2008 20:58 by nuttynarak
เทพ ไดโอนิซัส Dionysus

.. . แบกคัส หรือ ไดโอนิซัส (dionysus) ตามชื่อกรีก ได้รับการยกย่องเป็นเทพองค์หนึ่งในคณะเทพโอลิมเปียน และเป็นที่นับถือของชนทั้งหลายในฐานะเทพผู้พบและครองผลองุ่น ต่อมาเป็นเทพครองน้ำองุ่นตลอดจนความเมาเนื่องจากการดื่มน้ำองุ่นด้วย

ไดโอนิซัส เป็นบุตรของซูสเทพบดี กับนางสีมิลี ธิดาของแคดมัสผู้สร้างเมืองธีบส์ กับนางเฮอร์ไมโอนี การกำเนิด ของเทพไดโอนิซัสนับว่าน่าสงสารทีเดียว เหตุเพราะความหึงหวงของเจ้าแม่ฮีรา กล่าวคือ

เมื่อเทพปริณายกซูสไปเกิดมีความปฏิพัทธ์พิศวาสนางสีมิลี จึงได้จำแลงองค์เป็นมานพลงมาแทะโลมและสมสู่ด้วย ถึง แม้ว่านางจะได้รับแต่คำบอกเล่าของมานพ โดยไม่มีอะไรพิสูจน์ว่ามานพนั้นคือเทพไท้ซูส นางก็พอใจและปิติยินดีไม่ติดใจ สงสัยอันใด ไม่ช้าเรื่องพิศวาสระหว่างซูสเทพบดีกับนางสีมิลีก็แพร่งพรายไปถึงเจ้าแม่ฮีราผู้หึงหวง เจ้าแม่มุ่งมั่นจะให้เรื่องนี้ ยุติเสียทันที จึงจำแลงองค์เป็นนางพี่เลี้ยงแก่ของสีมิลีเข้าไปในห้องของนาง และชวนคุย พอได้ช่องก็ซักเรื่องเกี่ยวโยงไปถึง เรื่องความรักของนาง และออกอุบายให้นางหลงเชื่อเกี่ยวกับประวัติอันน่าสงสัยของมานพผู้นั้นว่าจะเป็นซูสจำแลงมาจริงหรือไม่ โดยให้มานพนั้นปรากฏกายให้เห็นในลักษณะของเทพเจ้า ซึ่งนางสีมิลีก็หลงเชื่อในที่สุดและตกลงใจที่จะกระทำตามที่พี่เลี้ยง แก่แนะนำ

เมื่อซูสเสด็จลงมาอีก นางสีมิลีจึงหว่านล้อมให้ไท้เธอสาบาน โดยอ้างแม่น้ำสติกซ์เป็นทิพย์พยานว่าไท้เธอจะโปรด ประทานฉันทานุมัติตามคำของนางประการหนึ่ง ครั้นไท้เธอสาบานแล้วนางก็ทูลความประสงค์ของนางให้ทราบ ซูสเทพบดีถึงแก่ ตกตะลึงด้วยคิดไม่ถึงว่านางจะทูลขอในข้อฉกรรจ์ถึงเพียงนี้ ไท้เธอตระหนักดีว่า ถ้าไท้เธอสำแดงองค์ให้ปรากฏตามจริง ก็จะ ทำให้นางสีมิลีผู้เป็นมนุษย์ปุถุชนธรรมดาไม่อาจมีชีวิตได้ แต่อย่างไรก็ดีไท้เธอก็มีพันธะที่จะต้องปฏิบัติตามสาบานอย่าง เคร่งครัด ไม่มีทางจะบ่ายเบี่ยงได้ ด้วยว่าการละเมิดคำสาบานซึ่งอ้างแม่น้ำสติกซ์อันศักดิ์สิทธิ์เป็นทิพยพยานนั้นย่อมบังเกิดผล ร้ายกับเทพผู้สาบานทุกองค์เหมือนกันหมด ไม่มีที่ยกเว้นแม้แต่องค์เทพบดีซูสเอง

 ซูสเนรมิตองค์ให้ปรากฏตามลักษณะประกอบด้วยทิพยาภิสังขารอันเป็นจริง พอนางสีมิลีได้เห็นภาพของไท้เธอ ด้วยตาอันพร่าพราว นางก็ถึงแก่ล้มกลิ้งด้วยไม่อาจทนต่อทิพยอำนาจของไท้เธอได้ และในชั่วพริบตาก็บังเกิดไฟลุกขึ้นเผา ผลาญนางให้วอดวายกลายเป็น จุณไป ในขณะนั้นนางสีมิลีทรงครรภ์อยู่ แม้ซูสไม่อาจช่วยชีวิตของนางไว้ได้ แต่ก็ยังสามารถ ช่วยบุตรได้ ไท้เธอฉวยทารกออกจากไฟฝัง ไว้ในต้นชานุมณฑลของไท้เธอเอง ทารกคงอยู่ในที่นั้นต่อจากที่ได้อยู่ในครรภ์ มารดามาแล้ว จนครบกำหนดคลอด ซูสจึงเอาทารกออก มอบให้นางอัปสรพวกหนึ่งเรียกว่า ไนสยาดีส (Nysiades) เป็นผู้ อนุบาล นางอัปสรพวกนี้เอาใจใส่อนุบาลทารกอย่างทะนุถนอมเป็น อย่างดี ซุสจึงโปรดเนรมิตให้กลายเป็นกลุ่มดาวหนึ่ง เรียกว่า ไฮยาดีส (Hyades) ส่วนทารกน้อยผู้ที่ ถูกนางอัปสรเลี้ยงดู มีชื่อว่า ไดโอนิซัส หรือ แบกคัส นั่นเอง

แม้ว่ากำเนิดแท้จริงของไดโอนิซัสจะเป็นกึ่งมนุษย์กึ่งเทพ แต่ก็ได้รับการยอมรับให้เป็นเทพอย่าง สมบูรณ์ มีความเป็น อมฤตภาพเช่นเดียวกับเหล่าเทพสภาอื่น ๆ บนสวรรค์ชั้นโอลิมปัส แต่ไดโอนิซัสรักที่จะ เดินทางท่องเที่ยวไปบนผืนดินอัน กว้างขวางมากกว่า ไปทางไหนก็นำความชุ่มชื้นแห่งสุราเมรัยติดไปด้วย คนที่มองเห็นคุณความดีของเธอพากันเคารพนับถือ ส่วนคนที่ดูถูกเหยียดหยามมักถูกลงโทษ ในฐานะที่เพิ่ง จะดำรงตำแหน่งเทพ ไดโอนิซัสไม่ประสบความสำเร็จในการทำให้ คนนับถือสักเท่าใดนัก ครั้นเวลาผ่านไป และคุณกับโทษของเธอเป็นที่ประจักษ์ชัดขึ้น มนุษย์ส่วนใหญ่จึงพากันเคารพนับถือ และสร้างวิหารถวายแด่ เมรัยเทพเป็นการใหญ่

ไดโอนิซัส ทำให้พื้นดินสะพรั่งไปด้วยองุ่นรสเลิศที่ทรงคุณประโยชน์มากหลาย ทำให้ผู้คนอิ่มหนำ และชื่นบาน แต่มีหลายครั้งที่ไดโอนิซัสทำให้คนกลายเป็นวิกลจริตอย่างน่าสมเพช ในจำนวนนี้มีสตรีกลุ่ม หนึ่งซึ่งเรียกว่า เมนาดส์ (Maenads) ซึ่งถูกพิษของเมรัย ทำให้เป็นบ้าหมดสติไปทุกคน ต่างกระโดด โลดเต้นร้องรำทำเพลงไปตามป่าเขาลำเนาไพร อย่างขาดสติ บางครั้งก็มาห้อมล้อมติดสอยห้อยตามไดโอนิซัส ไปด้วย ต่อมาในยุคโรมันเมื่อไดโอนิซัสได้รับชื่อเป็นภาษาละตินว่า แบกคัส (Bacchus) คณานางสติไม่ สมบูรณ์เหล่าสตรีก็ได้รับชื่อใหม่ว่า แบกคันทีส ( Bacchantes) จึงออกจะเป็นถาพที่ ประหลาดมากที่ชาย หนุ่มรูปงามคนหนึ่งจะเดินทางไปไหน ๆ โดยแวดล้อมด้วยผู้หญิงบ้า

เรื่องราวความรักของไดโอนิซัสก็มีบ้าง แต่เป็นรักที่ลงเอยด้วยความเศร้าสลด คือเธอไปพบและช่วยเหลือนาง อาริแอดนี่ (Ariadne) ธิดาเจ้ากรุงครีตไว้ได้ อาริแอดนี่ ธิดาของท้าว ไมนอสแห่งนตรครีต ซึ่งเลี้ยงอสูรร้ายชื่อ มิโนทอร์เอาไว้ใต้ดิน เมื่อวีรบุรุษ ธีลิอัสเดินทางไปครีตเพื่อเป็นเหยื่อแก่มิโนทอร์ นวลอนงค์ก็เกิดมีใจปฏิพัทธ์กับเจ้าชาย หนุ่ม จึงหาทางช่วยเหลือและพาหนีออกเกาะครีตได้สำเร็จ แต่ทว่านางถูกทอดทิ้งไว้เดียวดายบนเกาะร้างแห่งหนึ่ง ไดโอนิซัส ไปพบเข้าจึงเกิดความสงสารและรักนาง แต่รักได้ไม่นาน อาริแอดนี่ก็ตายลง ไดโอนิซัสสุดเสียใจนัก จึงไม่มีรักใหม่อีกเลย

ตัวของไดโอนิซัสเองก็มีชีวิตแสนเศร้าพอ ๆ กับรักของเธอเอง ใครคิดบ้างว่าเทพที่มีกายเป็นอมฤตภาพก็มีโอกาส ตายได้เช่นกัน นักกวีชาวกรีกโบราณเขาเขียนขึ้นตามความเป็นจริงของต้นองุ่น
กล่าวคือ เมื่อถึงฤดูเก็บองุ่น ชาวบ้านจะฟันเอากิ่งที่มีองุ่นติดเต็มไปหมด เหลือไว้แต่ต้นโดดเดี่ยว มองดูแล้วน่า สะพรึงกลัว เพราะมีแต่ลำต้นลุ่น ๆ ปราศจากกิ่งก้านสาขา แต่ไม่นานเมื่อเวลาผ่านไป ต้นองุ่นก็ค่อย ๆ ฟื้นตัวกลับแตกแยก กิ่งก้านและใบสวยงาม ต่อจากนั้นก็ผลิดอกออกผลเป็นที่เจริญตาอีกครั้ง
ฉันใดฉันนั้นเทพไดโอนิซัส ตามตำนานกล่าวว่า เธอถูกยักษ์เผ่าวงศ์ไทแทน ทำร้ายอย่างน่าสยองขวัญด้วยการฉีก ร่างออกเป็นชิ้น ๆ ก็ดั่งต้นองุ่นที่ถูกตัดกิ่งก้านเพื่อเก็บผลของมัน แต่ไม่นานนัก เทพไดโอนิซัสก็จับฟื้นคืนชีพขึ้นมาใหม่ ก็ ในเวลาที่เธอฟื้นจากความตายนี่แหละ ที่ใคร ๆ ทั้งเทวดาและมนุษย์ต่างก็ชื่นชมยินดี และจัดงานรื่นเริงฉลองรับขวัญกัน เอิกเกริก
และจากการตายนี้เอง ไดโอนิซัสได้ช่วยเหลือมารดาที่เธอไม่เคยเห็นหน้ามาก่อนจากหัตถ์ของยมเทพ และนำ ขึ้นสถิตอยู่บนสวรรค์ชั้นโอลิมปัสได้อย่างปลอดภัย

เรื่องมีอยู่ว่า เทพไดโอนิซัส ได้ติดตามหามารดาในปรโลก เมื่อพบแล้วเธอก็ขอนางคืน มาจากยมเทพฮาเดส แต่มัจจุราชไม่ยินยอม จนเกิดการโต้เถียงกันว่าใครจะเหนือกว่าใคร ไดโอนิซัสบอกคำเดียวว่า ตนนั้นเหนือกว่ามัจจุราช เพราะเธอสามารถตายแล้วคืนชีพได้อีก ไม่เคยมีเทพองค์ใดกระทำได้อย่างเธอเลย เทพฮาเดสเห็นจริงตามนั้น ก็ยอมมอบนางสิมิลีให้บุตร ชายพาออกจากแดนบาดาลไป เทพไดโอนิซัสจึงพามารดาขึ้นสวรรค์บนโอลิมปัส ที่นั่นเหล่าเทพ น้อยใหญ่ต่างต้อนรับนางสิมิลีเป็นอย่างดี โดยที่นางเป็นอมตหญิงคนเดียวที่อยู่ท่ามกลางอมตเทพ ทั้งปวงและฮีร่าเทวีก็ทำอะไรมิได้อีก
ที่มาhttp://www.navy98.com/page/chaos/dionysus.htm

เทพ ฮีพีสทัส ( Hephaestus )

posted on 27 Aug 2008 20:55 by nuttynarak

เทพ ฮีพีสทัส ( Hephaestus )

 

วัลแคน เป็นเทพโอลิมเปียนครองการช่างโลหะ เรียกตามชื่อกรีกว่า ฮีฟีสทัส (Hephaestus) มีประวัติกำเนิดเล่าแตกต่างกันเป็น 2 นัย

นัยหนึ่งว่าเป็นเทพบุตรของเจ้าแม่ฮีรากับเทพปรินายกซูสโดยตรง แต่อีกนัยหนึ่งว่าฮีฟีสทัสถือกำเนิดแต่เจ้าแม่ฮีรา ทำนองเทวีเอเธน่าเกิดกับซูสฉะนั้น คือผุดขึ้นจากเศียรของเจ้าแม่โดยลำพังตนเอง ทั้งนี้เนื่องด้วยเจตจำนงของเจ้าแม่ฮีราที่ ต้องการจะแก้ลำซูสในการกำเนิดของเทวีเอเธน่าให้เทพทั้งปวงเห็นว่าเมื่อซูสทำให้เทวีเอเธน่าเกิดเองได้ เจ้าแม่ก็สามารถทำให้ ฮีฟีสทัสเกิดเองได้เช่นกัน

แต่ถึงกำเนิดของเทพฮีฟีสทัสจะเป็นประการใด ก็ต้องนับว่าฮีฟีสทัสเป็นเทพบุตรของ ซุส ด้วยเช่นกัน หากมีข้อควรกล่าวก็ คือว่า ฮีฟีสทัส " ติดแม่ " มากกว่า " ติดพ่อ " และเข้ากับ " แม่ " ทุกคราวที่ " พ่อแม่ทะเลาะกัน " ตามประสา " ผัวเจ้าชู้ " กับ " เมียขี้หึง " ทั่วไป ในคราวหนึ่งซูสประสงค์จะลงโทษเจ้าแม่ ฮีรา ให้เข็ดหลาบ เอาโซ่ทองล่ามเจ้าแม่แขวนไว้กับกิ่งฟ้าห้อยโตงเตง อยู่ ดังนั้น ฮีฟีสทัส ก็เข้าช่วย เจ้าแม่ พยายามแก้ไขโซ่จะให้เจ้าแม่เป็นอิสระ ซูส บันดาลโทสะ จึงจับ ฮีฟีสทัส ขว้างลงมาจากสวรรคโลก

ฮีฟีสทัสตกจากสวรรค์เป็นเวลาถึง 9 วันจึงลงมาถึงมนุษย์โลก ณ เกาะเลมนอสในทะเลเอจีน และเนื่องในการตกครั้งนี้ เธอจึงมีบาทแปเป๋ไปข้างหนึ่งตั้งแต่นั้น มา แต่ทั้งที่เธอต้องพิการเช่นนั้นด้วยหมายจะช่วยมารดา

เจ้าแม่ฮีราผู้เป็นมารดาก็หาแยแสเหลียวแลเธอไม่ ฮีฟีสทัสเทพบุตรบังเกิดความโทมนัสซ้ำเติมอย่างแสนสาหัสใน ความเฉยเมยของเจ้าแม่ ถึงแก่ตั้งปณิธานว่าจะไม่กลับขึ้นไปบนเขาโอลิมปัสอีก เธอจึงสร้างวังประทับอยู่ในเกาะเลมนอสและตั้งโรงหล่อเพลิดเพลินในการช่างฝีมือประกอบ โลหะนานาชนิด โดยมีพวกยักษ์ไซคลอปส์เป็นลูกมือ และเพื่อจะแก้ลำความเมินเฉยของมารดา เธอจึงสร้างบัลลังก์ทองคำเปล่งสะพรั่งพร้อมด้วยลวดลายสลักเสลาอย่างหาที่ เปรียบมิได้ขึ้นตัวหนึ่ง เป็นบัลลังก์กลประกอบด้วยลานกลไกซ่อนอยู่ข้างใน ส่งขึ้นไปถวายเจ้าแม่ฮีรา เจ้าแม่ยินดีในรูปลักษณะอันแสนงามของบัลลังก์กล สำคัญว่าเป็นของ บุตรถวายโดยซื่อ พอขึ้นประทับเครื่องกลไกที่ซ่อนอยู่ก็ดีดกระหวัดรัดองค์เจ้าแม่ตรึงติดกับบัลลังก์อย่างมั่นคง จนไม่สามารถแม้แต่จะขยับเขยื้อนองค์ แม้เทพทั้งปวงจะรวม กำลังกันเข้าแก้ไขก็จนปัญญา ไม่มีทางปลดเปลื้องพันธนาการให้หลุดออกไปได้
เมื่อเหนือกำลังทวยเทพดังนั้น เฮอร์มีส เทพผู้มีลิ้นทูต จึงอาสามาเกลี้ยกล่อมวอนง้อขอให้ฮีฟีสทัสขึ้นไปช่วยแก้แต่ " ลิ้นทูต " ของเฮอร์มีสกลับกลายเป็น " ลิ้นถึก " ในกรณีนี้ แม้เธอจะหว่านล้อมด้วยความคมขำไพเราะสักเพียงใด ก็ไม่อาจชักจูงฮีฟีสทัสให้ขึ้นไปบนเขาโอลิมปัสได้

ทวยเทพประชุมปรึกษากันอีกวาระหนึ่ง มองไม่เห็นใครนอกจากเทพ ไดโอนิซัส จะช่วยได้ จึงเห็นชอบพร้อมกันส่งไดโอนิซัสลงมาเกลี้ยกล่อมเทพฮีฟีสทัสด้วย อุบาย คือใช้วิธีมอมฮีฟีสทัสด้วยน้ำองุ่นจนฮีฟีสทัสเคลิบเคลิ้มมึนเมา แล้วไดโอนิซัสก็พาฮีฟีสทัสขึ้นไปแก้เครื่องกลพันธนาการให้เจ้าแม่ฮีราเป็นอิสระจนได้ ใช่แต่เท่านั้น เธอยังช่วยไกล่เกลี่ยให้เทพบิดามาดรและเทพบุตรออมชอมเข้ากันได้ดังปกติอีกด้วย

แต่ทั้งที่ได้รับความยกย่องโปรดปรานเทียมเท่าเทพองค์อื่น ๆ ในคณะเทพโอลิมเปียนแล้วเช่นนั้น ฮีฟีสทัสก็ไม่ยินดีที่จะอยู่บนเขาโอลิมปัสเป็นประจำ จะขึ้นไปก็เฉพาะคราวประชุมเทพสภาและในวาระอื่น ๆ เท่านั้น ในยามปกติเธอคงขลุกอยู่ในโรงหล่อ และหมกมุ่นง่วนกับงานช่างของเธอเป็นนิตย์ จะเปรียบเธอก็เป็น พระเวสสุกรรมของกรีก เพราะการสร้างวังที่ประทับของเทพแต่ละองค์บนเขาโอลิมปัสนั้นเป็นพนักงานของ เธอทั้งสิ้น นอกจากนี้เธอยังเป็นผู้ออกแบบประกอบเครื่องตกแต่งตำหนักต่าง ๆ ด้วยโลหะประดับมณีแวววาว จับตา และประกอบอสนีบาตเป็นอาวุธถวายแก่ ซูส กับศรรักให้ อิรอส

edit @ 27 Aug 2008 21:02:16 by Nutty

เทพ ออร์ฟิอัส หรือ ออร์ฟุส Orpheus
 
ในสมัยโบราณ ชาวกรีกถึอเอาการดนตรีเป็นของสูง และยกย่องนักดนตรีมาก เพราะฉะนั้นจึงไม่น่าประหลาดใจเท่าไรนักในการที่เขาอุปโลกน์ให้เทพเจ้าหลายองค์เป็นนักดนตรีมีฝีมือ หรือย่างน้อยก็เป็นผู้ประดิษฐ์เครื่องดนตรีขึ้น เช่น เทพี

เอเธน่า หรือ มิเนอร์วา ซึ่งครองเกษตรกรรมและการฝีมือเย็บปักถักร้อย เป็นผู้ประดิษฐ์ขลุ่ย แม้ว่าจะไม่ได้เล่นเองก็ดี แพนเทพขาแพะก็เป็นผู้ประดิษฐ์ปี่อ้อ เป่าเสียงเสนาะดังเสียงนกไนติงเกลในวสันตฤดู เฮอร์มิสเทพครองการพาณิชกรรมและการสื่อสาร เป็นผู้ประดิษฐ์พิณถึอที่เรียกว่า ไลร์ (Lyre) และมอบให้อพอลโลใช้ดีดปรรเลงเพลงขับกล่อมเทพบนเขาโอลิมปัสเป็นประจำ คณะศิลปวิทยาเทวีถึงจะไม่มีเครื่องดนตรีทำเพลง แต่ก็มีเสียงขับร้องไพเราะหาที่เสมอเหมือนมิได้ ส่วนอพอลโลเอง นอกจากครองเกษตรกรรมและประณีตศิลปแล้ว ยังครองการดนตรีโดยตรงอีกด้วย

ถัดจากเทพเจ้า ก็มีนักดนตรีในหมู่มนุษย์หลายคนที่มีตำนานปรากฏว่ามีฝีมือเยี่ยมเกือบเสมอด้วยเทพ แต่ที่เห็นเด่นสุดไม่มีใครเกินและเสมอเหมือนก็คือ ออร์ฟิอัส (Orpheus) ตามตำนานกล่าวว่าฝีมือดีดพิณของ ออร์ฟิอัสไพเราะหนักหนา จนถึงแก่ว่าคราใดเสียงเสนาะจากเพลงพิณของออร์ฟิอัสล่องลอยโหยหวนไปในกลางดง ครานั้นแม้แต่กระแสน้ำอันเชี่ยวกรากก็หยุดไหล เสือ สิงห์ และสัตว์ไพรที่แสนดุร้ายก็กลับเชื่องและมี อาการซบเซา ไปถนัดตา นางอัปสรทั้งปวงก็เคลิบเคลิ้มหลงไหลรัญจวนใจใคร่ก็จะให้ออร์ฟิอัสเชยชิดพิสมัยไปตามๆ กัน

ตามตำนานได้แสดงฝีมือบรรเลงเพลงอันไพเราะไว้มากมาย อย่างเช่น เมื่อครั้งออร์ฟิอัสสมทบไปในเรือ ของเยสัน ในการไปเอาขนแกะทองคำ ยามที่พวกฝีพายเหนื่อยอ่อนโรยกำลังเต็มทีจนเกือบจะพายต่อไปไม่ไหว ออร์ฟิอัสได้ดีดพิณขับกล่อมให้เกิดกำลัง ลืมความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าไปหมดสิ้น หรือเมื่อพวกผู้กล้าในเรือเกิดขัด ใจทะเลาะกันอย่างรุนแรง จนเกิอบจะทำร้ายกัน ออร์ฟิอัสก็ใช้พิณขับกล่อมทำให้โทสะของคนกล้าในเรือเหล่านั้นให้ บรรเทาเบาลงจนเหือดหายไปหมดสิ้น ไม่เกิดเหตุร้าย หรือในยามเมื่อเรือผ่านน่านน้ำแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ในบริเวณ ใกล้แหลมปิโลรัสในเกาะซิสิลี ซึ่งเป็นน่านน้ำที่ชาวกรีกโบราณกลัวเกรงกันนัก เนื่องจากในน่านน้ำแห่งนั้น เป็นที่อยู่ของนางอัปสร ไซเรน (Siren) ซึ่งมีเสียงไพเราะจับใจยิ่งนัก จะล่อให้เรือไปหลงคว้างจนคนในเรืออดอาหาร ตายมาเสียนักต่อนักแล้ว ดังนั้นเมื่อได้ยินเสียงเพลงของนางไซเรน ออร์ฟิอัสก็ได้ดีดพิณขับเพลงกลบเสียงนางไซเรน จนสิ้น จูงใจคนในเรือให้มาฟังเสียงพิณของตน และแล่นเรือไปตามร่องน้ำจนรอดผ่านมาได้ เรือของเยสันจึงรอด มาได้เพราะออร์ฟิอัสโดยแท้

ออร์ฟิอัสเป็นบุตรนาง คัลลิโอพี เทวีประจำบทกวีในคณะเทวีศิลปวิทยา โดยบางตำนานกล่าวว่า มีบิดาเป็นเทพ อพอลโลเลยทีเดียว ( บ้างก็ว่าเป็น เฮอร์มิส ) ประทานพิณให้ออร์ฟิอัสดีดมาแต่น้อย และเมื่อ เจริญวัยเติบโตขึ้น ออร์ฟิอัส ก็ไม่เอาใจใส่อะไรทั้งหมด นอกจากการดึดพิณ ถึงมาตรว่านางอัปสรทั้งปวงพากัน มั่นหมายออร์ฟิอัสเป็นคู่ชิดชม แต่อย่างไรก็ตามสามารถชนะใจออร์ฟิอัสได้ นางนั้นคือนางอัปสร ยุริดดิซี่ (Eurydice)

แต่ชะตากับเล่นตลก ออร์ฟิอัสกับนางยุริดดีซีเป็นคู่โศกไม่ใช่คู่สุข เมื่อขณะทำการวิวาห์นั้นคบเพลิงของ ไฮเมน (Hymen) เทพครองการวิวาห์เป็นควันโขมง แทนที่จะเป็นเปลวไฟอันสว่างไสว ซึ่งเป็นการ บอกลางร้ายในการวิวาห์ อยู่มาไม่นานนางยุริดดิซึก็ถูกงูกัดตาย ดวงวิญญาณออกจากร่างไปสู่ยมโลก ออร์ฟิอัสเสียใจในการตายก่อนถึงวัยอันสมควร ของคู่ครองเป็นอย่างยิ่ง จึงบนบานขอให้ซูสเทพปริณายกโปรดชุบนาง ยุริดดิซี ให้คืนชีวิต ซูสสงสารออร์ฟิอัส แต่ไม่อาจ สนองได้จึงแนะนำให้ออร์ฟิอัสลงไปตามหานางในบาดาล และ ขอนางคืนต่อเทพฮาเดส เจ้าแห่งบาดาลนั้นเอง

ออร์ฟิอัสดั้นบาดาลลงไปถึงเขตที่มีสุนัขสามหัว ชื่อ เซอร์บิรัส เฝ้าประตูเข้าตรุชั้นใน อันเป็นที่ประทับของฮาเดส มันไม่ยอมให้คนเป็นผ่านเข้าประตู หรือวิญญาณคนตายออกจากประตูเป็นอันขาด พอแลเห็นออร์ฟิอัสตรงมา มันก็คำรามเห่าแห้ แยกเขี้ยวคุกคามอย่างดุร้าย แต่ออร์ฟิอัสก็ไม่ถอยหนี เขาเพียงแต่หยุดเท่านั้น แล้วดีดพิณคู่มือ ขับกล่อมเซอร์บิรัสด้วยเพลงอันไพเราะจนมันเซื่องเซาลงและในที่สุดมันก็ยอมให้ออร์ฟิอัสล่วง เข้าประตูไปด้วย ความสงบ เสียงเพลงอันแสนขลังประดุจมนต์สะกดของออร์ฟิอัส ดังกังวานไปจนถึงส่วนลึกล้ำของตรุทาร์ทะรัส ทำให้เหล่าพวกที่ ต้องโทษทัณฑ์ได้รับความทรมานอยู่ในยมโลก ลืมความทรมานไปได้ชั่วขณะหนึ่ง แต่อำนาจความขลังของเพลงออร์ฟิอัส จะได้มีเพียงเท่านี้ก็หาไม่ ด้วยเหตุการณ์ที่จะแสดงอำนาจความขลังเป็นที่สุดยังมีอีก

ออร์ฟิอัสล่วงเข้าเขตตรุทาร์ทะรัสและดั้นด้นต่อไปจนถึงประตูที่ประทับของ ฮาเดส เจ้าแห่งยมโลกกับเทวี เพอร์เซโฟนี มเหสี แวดล้อมด้วยเทวีทัณฑกรที่ปราศจากความปรานี เป็นภาพที่ไม่เคยประจักษ์แก่สายตามนุษย์เลยใน กาลก่อน เพราะว่าไม่มีผู้มีชีวิตคนใดจะได้ล่วงล้ำไปถึงที่นั่นดั่งออร์ฟิอัสในครั้งนี้ ออร์ฟิอัสทูลต่อเทพฮาเดสให้รู้ถึงความมุ่ง หมายของตนในการล่วงล้ำไปถึงตรุทาร์ทะรัสนั้นแล้วก็ดีดพิณขับเพลงครวญโหยหวนอย่างสุดฝีมือ รำพันถึงความทุกข์ของตน

การขับเพลงของออร์ฟิอัสได้ผล บันดาลให้เทพฮาเดสตื้นตันถึงกับหลั่งอัสสุชลลงพราก ๆ และอนุญาตให้ออร์ฟิอัส พานางยุริดดิซีกลับขึ้นมาในมนุษย์โลกได้ดังประสงค์ แต่มีเงื่อนไขห้ามออร์ฟิอัสเหลียวหลังมองดูนางในระหว่างทางเป็นอัน ขาด จนกว่าจะพาขึ้นพ้นยมโลกเป็นที่เรียบร้อย

ออร์ฟิอัสยอมรับเงื่อนไขด้วยความดีใจ เดินนำหน้านางยุริดดิซีออกจากตรุทาร์ทะรัส ลัดเลาะกลับตามทางเก่า โดยไม่หันหน้ามองแม้แต่ข้างซ้ายและข้างขวาเลย คอยข่มใจมิให้พะวงถึงนางผู้ตามหลังตลอดทาง แม้จะรู้อยู่แก่ใจดีว่านาง คงจะต้องเดินอยู่ใกล้ ๆ ก็ยังมิวายเป็นห่วง พอถึงที่สว่างแล้ว ในทันทีที่ออร์ฟิอัสก้าวออกจากคูหาที่จะลงสู่บาดาล ไม่ทัน เฉลียวใจว่านางยุริดดิซียังอยู่ข้างใน เหลียวขวับไปดูเพื่อความแน่ใจว่า ที่รักของเขาตามทันหรือไม่ แต่เป็นการด่วนเกิน ไป หล่อนยังไม่ทันออกพ้นปากคูหา เขาได้เห็นหล่อนมัวๆ อยู่ในที่มืดสลัว จึงยื่นมือออกไปจะรับหล่อนและพร้อมกันนั้นนาง ยุริดดิซีก็หายวับไปฉับพลัน ในขณะเดียวกันออร์ฟิอัสคงแว่วแต่เสียง " ขอลาลับ " มาเท่านั้น

ออร์ฟิอัสใจหายแทบคลั่ง ถลันกลับลงไปตามนางอย่างอุตลุด แต่ไม่อาจล่วงล้ำลงไปได้อีกเป็นตรั้งที่สอง จึงจำใจต้องกลับ ขึ้นมาด้วยความสิ้นหวังสิ้นอาลัยในชีวิต และสิ้นจนกระทั่งความเอาใจใส่ในเพลงพิณ เที่ยวซัดเซพเนจรไปจนถึงแดนชนชาติป่าเถื่อน ที่ดุร้ายในแคว้นเธรส และในที่สุดก็ถูกหญิงชาวป่าพวกนับถือ เทพไดโอนิซัสกลุ้มรุมฆ่าตาย เมื่อขณะจะตายออร์ฟิอัสรำพันแต่คำว่า " ยุริดดิซี " ไม่ขาดปากจนชีวิตออกจากร่าง ล่องลอยไปสมทบกับนางผู้เป็นที่รักในที่สุด บรรดาสายน้ำลำธารรุกขชาติและน้ำพุก็จำคำ รำพันของออร์ฟิอัสนั้นมา ทวนพร่ำอยู่เป็นนิตย์ตั้งแต่บัดนั้น ส่วนศิลปเทวีก็เอาซากศพออร์ฟิอัสฝังไว้ที่ตีนเขาโอลิมปัส ณ ตำบลซึ่งนก ไนติงเกลร้องเพราะเสนาะโสตกว่าที่อื่นทั้งสิ้นตั้งแต่บัดนั้นจนบัดนี้ นอกจากนี้ทวยเทพยังประสิทธิ์ประสาท ให้พิณถือของออร์ฟิอัส เป็น กลุ่มดาวกลุ่มหนึ่งชื่อว่า ไลรา (Lyra) ให้คนทั้งหลายระถึงฝีมือดีดพิณและเรื่องราว อันแสนเศร้าของออร์ฟิอัสมาจนตราบเท่าทุกวันนี้

edit @ 27 Aug 2008 20:55:42 by Nutty

เทพแพน Pan

posted on 27 Aug 2008 20:50 by nuttynarak
เทพแพน Pan

แพน (Pan) เป็นเทพในระดับหลานของ ซูส เทพบดี กล่าวคือ เธอเป็นโอรสของเทพ เฮอร์มีส กับนางพรายน้ำ อนงค์หนึ่ง แพนเป็นเทพแห่งทุ่งโล่งและดงทึบ หรือจะเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า เทพ แห่งธรรมชาติทั้งปวงก็ไม่ผิด เพราะคำว่า " แพน " ในภาษากรีกแปลว่า " All " หรือทั้งหลายทั้งปวงนั่นแล

เทพองค์นี้มีรูปร่างผิดแปลกกับเทพอื่น ๆ ที่มักสวยสง่างาม เทพแพนเป็นส่วนผสมระหว่างมนุษย์ กับสัตว์ กล่าวคือ ร่างกายหน้าตาเป็นมนุษย์ แต่ท่อนล่างลงไปเป็นแพะ บนศีรษะมีเขาเป็นแพะเช่นกัน และมีหนวดเครา

การที่เทพแพนมีรูปร่างเช่นนี้นั้น มีเหตุผลสนับสนุนอยู่เบื้องหลังด้วย มิใช่ว่าชอบใจจะให้เทพเจ้าของตนมีรูปร่าง เป็นอย่างไร ชาวกรีกก็ว่าไปตามใจชอบมิได้ แต่มีสาเหตุมาจากว่า ก็เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของธรรมชาติอันประกอบด้วย มนุษย์และสัตว์นั่นเอง

ในสมัยแรกเริ่มเดิมที แพนออกจะเป็นเทพที่ร่าเริงและมีความสุขมาก กวีกรีกโบราณพยายามให้ทุกคนมอง เห็นภาพพจน์ของแพนในลักษณะเทพผู้เริงระบำรำฟ้อน สนุกสนานอยู่เสมอ เธอมีพรสวรรค์พิเศษอยู่อย่างหนึ่ง คือเป่าหลอดได้ไพเราะมาก จนกระทั่งครั้งหนึ่งเคยประลองขันแข่งกับเทพ อพอลโล เทพแห่งดนตรีกาลเลยทีเดียว หลอดของแพนทำจากต้นอ้อธรรมดา มีลักษณะไม่เหมือนขลุ่ย ภาษาอังกฤษเรียกของสิ่งนี้ว่า Pipe ซึ่งแปลว่าหลอดหรือท่อ

 

การที่เทพแพนมีเครื่องดนตรีชิ้นนี้ประจำตัวนั้น ได้มีตำนานกล่าวไว้น่าสนใจดียิ่ง กล่าวคือ แพนได้ ไปยลโฉมของ นางพรายน้ำตนหนึ่งเข้า นามว่า ไซรินซ์ (Syrinx) เกิดถูกชะตาต้องใจเป็นอันมาก จึงติดตาม ไปหมายของความรัก แต่นางพรายน้ำไม่ยินดีด้วย เนื่องจากหวั่นกลัวในรูปร่างของแพน เทพแห่งธรรมชาติ จึง วิ่งหนีเตลิดไป แพนก็ออกไล่ตาม จนมาถึงริมน้ำ ครั้นนางพรายน้ำเห็นท่าจวนเจียนหนีไม่พ้นแน่ จึงตะโกนขอ ความช่วยเหลือจากเทพแห่งท้องธาร คำขอร้องของ นางสัมฤทธิ์ผล เทพแห่งท้องธารสงสารนางจึงดลบันดาลให้นาง กลายเป็นต้นอ้อประดับอยู่ริมฝั่งน้ำนั่นเอง เมื่อเทพแพนมาถึง และได้รู้ความจริงก็เศร้าสร้อยมาก จึงเอาต้นอ้อนั้น มาตัดและมัดเข้าด้วยกันใช้เป็นเครื่องดนตรีเป่าอย่างไพเราะสืบมา

และชื่อของนางพรายน้ำตนนี้ ซึ่งแปลว่า หลอดหรือท่อ ยังคงใช้สืบกันมาจนตราบเท่าทุกวันนี้

บุคคลิกลักษณะของแพนมาเปลี่ยนแปลงในสมัยที่ศาสนาคริสต์เริ่มแพร่หลาย คือราว 2000 ปีมานี้ ชาวคริสเตียน ทั้งหลายเข้าใจผิดในรูปโฉมของเทพองค์นี้ เพราะออกจะน่ากลัวอยู่ จึงเหมาเอาว่า แพนคงจะเป็นเทพ แห่งความชั่วร้ายน่ากลัวที่ แอบแฝงอยู่ในป่าดิบดงดำ ต่อมาลักษณะอันน่ากลัวของแพนจึงกลายเป็นลักษณะของ ปิศาจร้ายในสายตาชาวคริสเตียนไป และกล่าวว่า ใครเห็นแพนเข้าในป่า เป็นต้องถูกหลอกหลอนให้ตื่นตกใจ กลัวแทบตายไปทุกราย ดังนั้น จึงบัญญัติศัพท์ขึ้นใหม่ว่า แพนนิค (Panic) ซึ่งแปลว่าตกใจกลัวจนลนลาน นั่นเอง

ที่มาhttp://www.navy98.com/page/chaos/pan.htm

เฮอร์เมส

posted on 31 Jul 2008 19:44 by nuttynarak

เฮอร์เมส(เมอร์คิวรี)

ซุสเป็นบิดาของเฮอร์เมส และมารดาคือไมอา ธิดาแห่งแอตลาสเนื่องจากรูปปั้นที่เห็นกันบ่อยๆ เราจึงคุ้นเคยกับรูปลักษณ์ของเฮอร์เมสมากกว่ารูปของเทพเจ้าองค์ใดๆ เฮอร์เมสสง่างามและคล่องแคล่วบาททรงรองเท้ามีปีก มาลาแบนๆก็ติดปีกเช่นกัน รวมทั้งคทากายสิทธิ์ชื่อคาดูซิอัส เฮอร์เมส เป็นผู้ส่งสารของซุส ซึ่ง''โบยบินแวบไปดุจความคิดเพื่อทำตามบัญชาของพระองค์''

จากหนังสือ ปกรณัมปรัมปรา ตำนานเทพและวีรบุรุษ กรีก-โรมัน-นอร์ส จากต้นฉบับคลาสสิก

 

edit @ 1 Aug 2008 08:51:42 by Nutty

เฟต(โชคชะตา)

posted on 31 Jul 2008 19:37 by nuttynarak

เฟต(โชคชะตา)

หรือมอยเรในภาษากรีกหรือพาร์เซในภาษาละติน เอซิออดเล่าว่า พวกนนี้ลิขิตชีวิตมนุษย์เมื่อถือกำเนิดมาให้มีชีวิตเลวหรือดี มีอยู่สามตนคือ โคลโธ นักปั่น ซึ่งปั่นด้ายแห่งชีวิต ลาเคซิส ผู้กำหนดโชคชะตา ซึ่งลิขิตโชคชะตาให้กับมนุษย์แต่ละคน และอะโทรพอส นางผู้หันหลังกัลบไม่ได้ ซึ่งถือ ''กรรไกรน่าเกลียด''คอยตัดด้ายแห่งชีวิตเมื่อตายลง

จากหนังสือ ปกรณัมปรัมปรา ตำนานเทพและวีรบุรุษ กรีก-โรมัน-นอร์ส จากต้นฉบับคลาสสิก

 

edit @ 1 Aug 2008 08:51:19 by Nutty

ไซเรน

posted on 31 Jul 2008 19:32 by nuttynarak

ไซเรน

พวกไซเรนอาศัยอยู่บนเกาะแห่งหนึ่งในทะเล พวกนางมีเสียงทรงเสน่ห์ เสียงร้องของเหล่าไซเรนจะล่อให่นักเดินเรือเข้ามาสู่ความตาย ไม่เป็นที่ทราบกันว่าหน้าตาของพวกนางเป็นอย่างไร เพราะไม่มีใครที่เคนเห็นพวกนางได้กลับมาเลย

จากหนังสือ ปกรณัมปรัมปรา ตำนานเทพและวีรบุรุษ กรีก-โรมัน-นอร์ส จากต้นฉบับคลาสสิก

edit @ 1 Aug 2008 08:50:56 by Nutty

ยมโลก

posted on 31 Jul 2008 19:02 by nuttynarak

ยมโลก

อาณาจักรของคนตายปกครองโดยเอเดสหรือพลูโตซึ่งเป็นหนึ่งในมหาเทพทั้งสิงสองแห่งโอลิมปัส และราชินีคือเพอร์เซโฟเน บางครั้งดินแดนของยมโลกแบ่งเป็นสองดินแดน คือ ทาร์ทารัส และเอเรบัส ทาร์ทารัสอยู่ลึกกว่า เป็นที่ค้มขังเหล่าโอรมแห่งพระแม่ธรณี เอเรบัสเป็นที่ที่คนตายผ่านเข้าไปทันทีที่เสียชีวิต

ทางไปสู่ยมโลกนำไปสู่ที่ที่แอเคอรอน แม่น้ำแห่งความวิปโนค ไหลลงสู่โคไซทัส แม่น้ำแห่งการครวญคร่ำรำพัน ชายชราผู้พายเรือชื่อเครอนแจวเรือพาคนตายข้ามน้ำไปขึ้นอีกฝั่งหนึ่ง ซึ่งเป็นที่ตั้งของประตูแข่งแกร่งที่เป็นทางเข้าสู่ทาร์ทารัส เครอนจะรับวิญญาณที่มีเงินวางปิดปากไว้เป็นค่าผ่านทางเมื่อสิ้นชีวิตและถูกฝังตามธรรมเนียมเท่านั้น

หน้าประตูมีเซอร์เบอรัส สุนัขสามหัวหางมังกรนั่งเฝ้า เซอร์เบอรัสจะปล่อยให้วิญญาณทุกดวงผ่านเข้าไป แต่ไม่ยอมให้ใครผ่านออกมา เมื่อเดินทางมาถึง ทุกคนจะถูกนำตัวไปอยู่ต่อหน้าผู้ตัดสินทั้งสาม คือ ราดาแมนธัส        ไมนอส และเออาคัส ซึ่งจะให้คำพิพากษาและส่งคนชั่วไปยังแดนทรมานชั่วนิรันดร์และคนดีไปยังแดนสุขาวดีที่เรียกว่าเอลิชิอันฟีลด์ส

แม่น้ำทั้งสามสายนอกจากแอเคอรอนและโคไซทัสทอดตัวขวางระหว่างยมโลกกับโลกเหนือพิภพคือเฟลเกธอน แม่น้ำแห่งไฟ สติกซ์ แม่น้ำแห่งสัตย์สาบานอันละเมิดมิได้ซึ่งเหล่าเทพเจ้าสาบานให้เป็นสักขี และเลเธ แม่น้ำแห่งการลืมเลือน

ณ ที่หนี่งในดินแดนกว้างใหญ่นี้เป็นที่ตั่งวังของพลูโต แต่นอกจากบอกว่าวังนี้มีประตูหลายบานและมีแขกจำนวนสุดคณานับแน่นขนัดแล้วก็ไม่มีนักเขียนคนไหนพรรณนาอะไรไว้อีก รอบวังเป็นที่รกร้างกว้างใหญ่ไร้สีสันเย็นยะเยือก

พวกเอรินิเอส(ฟิวรี)มีถื่นที่อยู่ในยมโลกตามที่เวอร์จิลเขียนไว้ ณ ที่นี้ฟิวรีจะลงโทษคนทำชั่ว

จากหนังสือ ปกรณัมปรัมปรา ตำนานเทพและวีรบุรุษ กรีก-โรมัน-นอร์ส จากต้นฉบับคลาสสิก

edit @ 1 Aug 2008 08:50:31 by Nutty